
เพื่อไทยออกแถลงการณ์หนุนแผนปรองดอง5ข้อ
"นายกฯ" เผยพร้อมถก "พท." สร้างความปรองดอง แนะ"ทักษิณ"อยากปรองดองไม่ต้องประกาศ อ้างทำได้เลย ต่อพงศ์ เผย วิคเตอร์ ยืนยันไม่รู้จัก ทักษิณ
(5ก.ย.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 6 ก.ย.53 ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดนัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ในกรณีเงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ซึ่งเป็นนัดที่ 4 โดยจะมีพยานเข้ารับการไต่สวนเพื่อเชื่อมโยงให้เห็นถึงที่มาของการใช้เงินของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผิดวัตถุประสงค์ จากข้อมูลคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคเพื่อไทยที่ติดตามคดียุบพรรคปชป. ทราบมาว่า พยานบางปากถูกกดดันจากคนในรัฐบาล ให้เดินทางไปต่างประเทศ โดยขณะนี้ทราบมาว่าอยู่ที่ฮ่องกง เพื่อไม่ต้องมาเบิกความในคดีนี้ โดยให้หลบไปจนกว่าคดีจะพิจารณาเสร็จสิ้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้ถูกยุบ ซึ่งการกระทำในลักษณะนี้ของคนในรัฐบาลถือเป็นการเล่นใต้ดิน และใช้อำนาจอิทธิพลมืดเป็นการกดดันพยานทุกวิถีทาง โดยใช้ฝีตีนสู้คดี ไม่ใช่ฝีมือเหมือนที่บางคนเคยพูดไว้ ซึ่งการกระทำที่น่ารังเกียจนี้ ถือเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ไม่ให้ดำเนินการไปตามปรกติ
นอกจากนี้ นายพร้อมพงศ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในการต่อสู้คดีของทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ในสามนัดที่สืบพยานฝ่ายผู้ร้องที่ผ่านมา ได้ใช้วิธีการทำลายน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยาน โดยใช้เรื่องส่วนตัวมาสอบถามพยาน โดยไม่กล้าที่จะแตะต้องเนื้อหาหรือหลักฐานของคดี เช่น ที่อ้างว่ามีการจ้าง 3 บริษัท แต่ปราฎว่า 3 บริษัทที่อ้างถึงถูกกรมสรรพากร แบล็คลิสต์ ขึ้นบัญชีดำว่าเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีปลอมให้กับบริษัทเอกชนหลายแห่ง ทำให้กรมสรรพากรสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษี ปีละนับพันล้านบาท ต่อมากรมสรรพากรได้ลงโทษให้เพิกถอนจากการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และดำเนินคดีอาญากับนิติบุคคลทั้ง 3 แห่งอยู่ นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า การทำสัญญาจ้าง 3 บริษัท ดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางเท่านั้น แต่ฝ่ายทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยซักถึงประเด็นดังกล่าว เพราะในคดีนี้พยานหลักฐานส่วนใหญ่เป็นพยานเอกสารที่บ่งชี้ถึงเส้นทางการเงิน และภาษี ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่จะชี้ให้เห็นถึงการกระทำความผิดของพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นการสืบพยานบุคคลเพื่อหักล้างพยานเอกสาร จึงเป็นเรื่องยาก จึงขอเรียกร้องไปยัง ไอ้โม่ง ที่อยู่ในรัฐบาลอย่าใช้วิธีสกปรก โดยให้พยานหลบหนีไม่มาศาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่สมควรกระทำอย่างยิ่ง ควรปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไปตามปรกติ เพราะคดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ที่พี่น้องประชาชนให้ความสนใจ การสู้คดีก็ควรจะสู้อย่างตรงไปตรงมา ตามเนื้อหา ตามหลักฐาน ตามข้อเท็จจริง จะดีกว่า
"พท."เตรียมนัดประชุมพรรคก่อนถกแผนปองดองกับ"รบ."
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ในวันที่ 7 ก.ย.นี้ พรรคเพื่อไทยจะประชุมรับรองเสนอแผนปองดองแห่งชาติ 5 ข้อ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกพรรค เมื่อพรรคได้มติแล้วจะนัดฝ่ายรัฐบาลเจรจาอีกครั้ง ส่วนความเห็นของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหวหน้าพรรคเพื่อไทย ต่อแผนปองดองฯ เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว และแกนนำบางคน ทั้งนี้ ทางพรรคเห็นว่าแผนปองดองฯ ของที่รัฐบาลยังไม่เป็นรูปธรรม การปองดองจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากรัฐบาลยังไม่มีการให้อภัย และคืนประชาธิปไตย โดยมองว่าที่ผ่านมา เป็นเพียงการเอาชนะไล่ล่า ดูดส.ส. และแย่งงบประมาณแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่า ประเทศจะปองดองได้ต้องเอาคู่ขัดแย้งใดๆ ก็ตามมาคุยกัน อย่างเสื้อเหลืองเสื้อแดงที่ถูกกล่าวหาก็ต้องนั่งคุยกัน และต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม
เพื่อไทยออกแถลงการณ์หนุนแผนปรองดอง5ข้อ
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวหลังการประชุมกรรมการบริหารพรรคตอบรับข้อเสนอแผนปรองดอง 5 ข้อที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค ออกแถลงการณ์ฉบับนี้ไปแล้วเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเมื่อเวลา 19.00 น.นายยงยุทธแถลงว่า ตามที่พรรคออกแถลงการณ์ในการสร้างความปรองดองซึ่งทำให้หลายฝ่ายออกมาตอบรับถึงแนวทางดังกล่าว วาระสำคัญของกาประชุมวันนี้คือการสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยพรรคยืนยันจุดยืนของพรรคมาโดยตลอด คือ ประชาธิปไตย ความยุติธรรม ความเท่าเทียม พรรคเห็นว่าความแตกแยกของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข กรรมการบริหารพรรคจึงมีมติดังนี้
1.พรรคขอสนับสนุนแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ เพื่อนำความสุขกลับมาสู่ประเทศไทย 2.พรรคขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างความเป็นประชาธิปไตย ความยุติธรรม ความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นในประเทศ 3.พรรคไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงและการสร้างสถานการณ์เพื่อประโยชน์ทางการเมือง 4.พรรคขอเรียกร้องอย่างจริงจังให้ทุกฝ่ายร่วมกันถวายความจงรักภัดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่ประจักษ์และหยุดกระทำการใดๆอันอาจเป็นการที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท 5.ขั้นตอนต่อไปของพรรค หัวหน้าพรรคและคณะผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจะเป็นผู้ดำเนินการในการเจรจาและติดต่อประสานงานเพื่อให้แนวทางการปรองดองเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
นายพร้อมพงศ์กล่าวเสริมว่า วันที่6ก.ย.กรรมการบริหารพรรคจะนำมติกรรมการบริหารพรรคเข้าที่ประชุมคณะกรรมการประสานกิจกรรมพรรค ที่มีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นประธานเพื่อหารือก่อนเพื่อกำหนดบุคคลที่จะไปประสานงานกับรัฐบาล และเมื่อสรุปแล้วจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมส.ส.พรรคในวันที่7ก.ย.ต่อไป
เมื่อถามว่า พรรคจะขอนัดพบรัฐบาลเองเลยหรือไม่เพราะคล้ายว่ารัฐบาลอยากให้ฝ่ายค้านนัดเจรจาโดยอ้างว่าขอดูความจริงใจ นายยงยุทธกล่าวว่า เรื่องนี้ปรบมือข้างเดียวไม่ได้ มันต้องร่วมมือกับทุกฝ่าย
ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ที่ระบุว่าหากสถานการณ์ยังไม่นิ่งปลายปีนี้ยังไม่เลือกตั้งนั้น นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า พรรคแสดงความจริงใจไปแล้วกับแถลงการณ์ในวันนี้ หากนายกฯพูดแบบนั้น ประชาชนจะได้รู้ธาตุแท้ของนักการเมืองว่าใครมีความจริงใจกับประชาชน
รายงานข่าวกล่าวว่า เหตุที่เร่งเจรจานั้นเพราะพรรคได้รับสัญญาณที่จากรัฐบาล จึงควรเร่งประชุมและส่งคณะไปเจรจา เบื้องต้นพรรคจะมอบให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนพรรค รวมทั้งนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำนปช.ที่พรรคอยากส่งไปด้วยแต่ต้องดูกระแสและฝ่ายตรงข้ามว่าจะยอมรับนายจตุพรด้วยหรือไม่ เพราะหากนนายจตุพรเข้าร่วมคณะเจรจาด้วยนั้นอาจจะเป็นการถูก กล่าวาว่าฮั้วทางการเมือง และหลังจากที่นายกฯกลับมาจากประเทศจีนน่าจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้
"นายกฯ"เผยพร้อมถก"พท."สร้างความปรองดอง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นข้อเสนอที่จะเป็นแนวทางปรองดอง 5 ข้อกับทางพรรครัฐบาล รวมถึงกรณีที่นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น ได้เดินทางไปพบกับนายวิคเตอร์ บูท ว่า ตนอยากจะพูดก็คือว่าอย่าคิดมาก และก็อย่าโยงแต่ละเรื่องเข้าไปเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต ปัญหาการเมืองจะมีตลอดเวลา เป็นเรื่องปกติของระบบการเมือง ซึ่งจะเป็นเกือบทุกประเทศ แต่ว่าสิ่งที่ตนอยากจะแยก คือ สิ่งที่มันไม่ควรจะเป็นสิ่งปกติ เช่น เหตุการณ์ความรุนแรง อย่างนี้ต้องมาช่วยกัน รัฐบาลเองก็ได้กำชับ ซึ่งทางศอฉ.ได้พยายามปรับปรุงในเรื่องของการเฝ้าระวังในพื้นที่ต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น ส่วนกรณีที่พรรคฝ่ายค้านได้แสดงท่าที ว่าอยากที่จะมาแก้ปัญหาในเรื่องนี้ แล้วก็มาร่วมในการที่จะไม่ส่งเสริม สนับสนุน หรือช่วยกันต่อต้านความรุนแรง ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีแน่นอน ผมได้ย้ำอยู่เสมอว่าจริง ๆ แล้วพรรคการเมืองทุกพรรคมีหน้าที่ร่วมกัน อย่างน้อยโดยพื้นฐาน เราก็มีหน้าที่ในการปกป้องระบบรัฐสภา ซึ่งการปกป้องระบบรัฐสภานี้นอกเหนือจากการทำงานอย่างเข้มแข็งในสภาฯ ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่กันไปแล้ว อะไรก็ตามซึ่งเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่น ความศรัทธาในระบบการเมือง ก็อยากให้มาช่วยกันทำ และตนจึงได้บอกไปว่าถ้าเขาจริงจังในเรื่องนี้ ตนก็ยินดีที่จะคุยด้วย แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องมาช่วยกันทำงาน ในความหมายที่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือจะเป็นฝ่ายค้าน
"ถึงเวลาที่มาช่วยกันทำงาน แล้วก็บอกว่าความแตกต่างทางความคิดหรืออะไรต่าง ๆ นี้ นำกลับเข้ามาอยู่ในระบบของรัฐสภา เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจว่าเสถียรภาพทางการเมืองมีคำว่าเสถียรภาพทางการเมืองไม่ได้แปลว่าเสถียรภาพรัฐบาล แต่เป็นเสถียรภาพของระบบ และก็ความเชื่อมั่นว่าต่อไปนี้พรรคการเมือง นักการเมืองเป็นตัวแทนความคิด ที่จะเอาความแตกต่างหลากหลายนี้มาแก้ปัญหากันในระบบรัฐสภาได้ ผมว่าถ้าพรรคฝ่ายค้านสนใจที่จะมาเดินในแนวนี้ผมก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ส่วนกรณีของวิคเตอร์ บูท นั้นก็อย่างที่ผมได้ย้ำไปว่าเราอยู่ในช่วงที่มีกระบวนการของกฎหมาย ขณะนี้ศาลได้นัดในคดีที่สองที่ได้มีการยื่นขอตัวนี้ในวันที่ 4 ตุลาคม ก็รอกระบวนการตรงนั้นให้มีความชัดเจนเสียก่อนว่าศาลท่านจะวินิจฉัยอย่างไร " นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรกับคำพูดของอดีตนายกฯ ทักษิณที่มีการให้สัมภาษณ์เมื่อ 2 - 3 วันที่ผ่านมา ว่าตนเองก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการปรองดองร่วมกับทุกฝ่ายเหมือนกัน แต่ขออย่างเดียว ข้อกล่าวหาเรื่องความไม่จงรักภักดี ถ้าเกิดไม่พูดถึงเรื่องนี้ได้ ทุกอย่างน่าจะสดใสมากขึ้น นายกฯ กล่าวว่า ตนคิดว่าสิ่งที่จะช่วยได้มากที่สุด ถ้าท่านกังวลเรื่องนี้ ท่านก็มาช่วยรัฐบาลทำงาน ซึ่งต้องยอมรับว่ามีกระบวนในการที่สร้างปัญหาในเรื่องของความมั่นคง และก็เรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องพูดกันตรง ๆ ว่ามันมีการเคลื่อนไหว การทำผิดกฎหมายในเรื่องนี้อยู่ ถ้าท่านคิดว่าท่านอยากจะมาแสดงออกชัดเจน เพื่อจะช่วยงานทางด้านนี้ จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ไม่ต้องมาเรียกร้องว่าจะมีการกล่าวหากันหรือไม่
"ทุกอย่างจากนี้ไป นอกจากการพูดคุยกัน จะบอกส่งสัญญาณหรือจะสัมภาษณ์หรืออะไร ผมว่าการกระทำสำคัญที่สุด ถ้าการกระทำตรงนี้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะเห็นว่าประเด็นเหล่านี้ผมพูดมาหมดแล้วในการเสนอแผนปรองดองทั้ง 5 ข้อ ว่านี่คือสิ่งที่จะต้องมาหลอมรวมทุกฝ่ายให้เข้ามาทำงานร่วมกัน ถ้าวันนี้จะเป็นพรรคฝ่ายค้าน จะเป็นคุณทักษิณ หรือจะเป็นใครก็ตาม จะมาสนับสนุน 5 ข้อนี้ ผมว่าก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องเป็นเรื่องที่ดี
ถกสื่อใหม่เปลี่ยนสังคมแนะรัฐไม่ต้องมาปฏิรูปสื่อ
เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล - สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้มีจัดเสวนา “ สื่อหลัก ฟรีทีวี-วิทยุจะอยู่อย่างไร ? กับการรุกคืบของสื่อใหม่ ” โดยนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม กรรมการอำนวยการ บริษัทสำนักข่าวทีนิวส์ จำกัด กล่าวว่า พฤติกรรมของมนุษย์ในด้านการสื่อสารระหว่างบุคคล เมื่อสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงจึงจำเป็นต้องมีการนำเครื่องมือมาช่วยนำพาข้อมูลข่าวสารไปส่งถึงบุคคลอีกฝ่ายที่อยู่ห่างไกล ทำให้การสื่อสารระหว่างบุคคลสามารถตอบโต้กันได้ทันที กระทั่งเรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทำลายข้อจำกัดของโลกให้ไร้พรมแดนได้
นายสนธิญาณ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาคนไทยได้ลงชื่อเข้าใช้สื่อใหม่ เช่น เฟชบุค ทวิตเตอร์ ในจำนวนที่มากขึ้น ซึ่งทุกวันนี้ไม่ได้มีสื่อกระแสหลักและสื่อกระแสรอง แต่สิ่งใดที่นำพาข่าวสารจะเรียกว่าสื่อ ขณะนี้ตัวโทรศัพท์มือถือถูกพัฒนาให้เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเปรียบเสมือนเป็นแมส มีเดีย ที่สามารถส่งข่าวสารเข้าเวปไชต์ต่างๆได้ในเวลาอันรวดเร็ว จนทำให้เกิดการกระตุ้นทางสังคม เช่น หากมีการเกิดคลื่นสึนามิ และมีการแจ้งเตือนกันล่วงหน้าผ่านทางสื่อใหม่ ก็จะสามารถช่วยชีวิตคนได้จำนวนมาก
“สื่อนำไปสู่การเปลี่ยนสังคม รัฐบาลไม่ต้องมาปฏิรูปสื่อ เพราะสื่อปฏิรูปตัวเองตลอดเวลาอยู่แล้ว โดยที่ตัวสังคมจะช่วยขับเคลื่อนสื่อ ทั้งนี้ไม่มีใครสามารถปิดสื่อได้ วันนี้สังคมไม่ได้ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ผมคิดว่าวุฒิภาวะของคนในสังคมไม่ได้โง่ แต่เขาเชื่อในความคิดเห็นของเขา ทั้งนี้การปฏิรูปการเมืองและการปรองดอง ต้องสู้ให้ถึงที่สุดด้วยการนำข้อมูลข่าวสารมาเผยแพร่และคนในสังคมจะตัดสินกันเอง การปฏิรูปการเมืองรัฐบาลทำเพียงสิ่งเดียวคือทำข้อมูลข่าวสารไปสู่การยกระดับท้องถิ่นชุมชนของชาวบ้าน ผมรับรองได้ว่าสังคมจะดีขึ้น ” นายสนธิญาณ กล่าว
ด้านนายอภิสิทธิ์ ลิม ตัวแทนกลุ่มผู้ใช้สื่อสังคมโลกออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย กล่าวว่า สื่อหลักที่มีมาจากดั้งเดิมนั้นเป็นไปในลักษณะยัดเยียดข้อมูลข่าวสารให้ผู้รับ แต่สื่อใหม่ เช่น เฟสบุค ทวิตเตอร์ มีการพัฒนาขึ้นมา เพราะความอยากรู้ อยากเห็นของคนที่สามารถเข้าถึงโซเชียลเน็ตเวิร์คที่มีเครือข่ายจำนวนมากได้โดยตรง โดยเริ่มต้นจากการเป็นมายเน็ตเวิร์ค จนกลายเป็น มายด์มีเดีย ซึ่งสื่อเก่าไม่ได้นึกถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้ที่รับสารมากเท่าไหร่ และที่สำคัญไม่ได้มีการแบ่งปันความคิด สิ่งที่ตนพบเจอมุมมืดของสื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์คือไม่เคยนำเสนอมุมมองของบุคคลทั้งหมด แต่จะนำเสนอเพียงแค่บางมุมที่สื่อต้องการเท่านั้น ทำให้เนื้อหาสำคัญขาดหายไป จนความน่าเชื่อถือของสื่อหายไปด้วย นอกจากนี้การที่มีสื่อใหม่เข้ามาจะช่วยส่งผลต่อพฤติกรรมของสื่อในเรื่องจรรยาบรรณ เพราะเทคโนโลยีในสื่อใหม่ทำให้สื่อหลักหลอกใครไม่ได้ เนื่องจากสื่อใหม่จะมีนักข่าวภาคประชาชนที่สามารถนำเสนอข้อเท็จจริงได้มากกว่าสื่อหลักที่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และข้อจำกัดภายใต้องค์กร แต่นักข่าวภายใต้ต้นสังกัดของสื่อหลักก็สามารถใช้ช่องทางโชเซียลมีเดียในการถ่ายทอดความจริงให้สังคมได้รับรู้ได้
“ต่อพงศ์” เผย “วิคเตอร์” ยืนยันไม่รู้จัก “ทักษิณ”
นายต่อพงศ์ ไชยสาส์น ส.ส.พรรคเพื่อไทย และประธาน กมธ.ต่างประเทศ สภาฯ แถลงข่าวภายหลังการเดินทางเข้าพบนายวิคเตอร์ บูท ที่เรือนจำบางขวางว่า จากการพูดคุยกับนายวิคเตอร์ ว่ารู้จักกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ยืนยันว่า ไม่รู้จักและไม่เคยทำธุรกิจร่วม โดยนายวิคเตอร์ระบุว่า ตนเป็นเพียงผู้ประกอบธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศเท่านั้น ทั้งนี้ ยังได้สอบถามถึงเส้นทางขนส่งอาวุธตามที่นายวิคเตอร์ถูกกล่าวหา ได้แก่ กรุงเคี๊ยฟ ประเทศยูเครน ไปยัง กรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ และ กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา โดยนายวิคเตอร์ กล่าวว่า หากบินตรงไปยังกรุงเปียงยางโดยตรงใช้เวลาเพียง 10 ช.ม. ทำไมต้องบินย้อนไปยังยูเออี แล้วกลับมายังกรุงเทพ บินต่อไปยังรับสินค้าที่กรุงเปียงยาง แล้วกลับไปกรุงเทพฯ และโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา นายวิคเตอร์ ระบุว่า ในหลักการแล้ว ไม่คุ้มค่าที่จะทำธุรกิจ เนื่องจากต้องใช้เงิน 6-7 แสนเหรียญสหรัฐ หากใครจะจ้างก็ต้องเป็นประเทศมหาอำนาจนายวิคเตอร์ ปฏิเสธไม่ได้กระทำการใดๆ ตามที่ถูกกล่าวหา และเชื่อว่า ตนเองตกเป็นเหยื่อของประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งที่กล่าวหา และถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองไทย และยืนยันว่า ไม่เคยคิดว่า จะเกี่ยวโยงทำธุรกิจใดๆ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยเฉพาะการค้าอาวุธ
นายต่อพงศ์ กล่าวอีกว่า เมื่อรัฐบาลมอบให้คดีนายวิคเตอร์ให้เป็นหน้าที่ศาล แล้วทำไมถึงให้นายศิริโชคเข้าไปเกี่ยวข้อง รวมทั้งสร้างเงื่อนไขให้นายวิคเตอร์เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นการกล่าวหาและใส่ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ ทางรัฐบาลกำลังคิดอะไรอยู่ จะเป็นการช่วยเหลือประเทศอื่น เพื่อนำจับนายวิคเตอร์หรือไม่ หรือจะเป็นการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความกลัวและใส่ร้ายฝ่ายตรงข้าม อย่างไรก็ตาม นายวิคเตอร์ ได้มีหนังสือต่อ กมธ.ต่างประเทศ ซึ่งเขียนเป็นรายมือ จำนวน 5 หน้า บรรยายถึงแสดงความรู้สึกต่อเรื่องดังกล่าว โดยขณะนี้ยังไม่ขอเปิดเผย และทาง กมธ.ต่างประเทศจะนำไปพิจารณาต่อ
นางสาวฐิติมา ฉายแสง ส.ส.พรรคเพื่อไทย และรองประธาน กมธ.ต่างประเทศ สภาฯ กล่าวว่า การที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา เดินทางไปพบนายวิคเตอร์ ในวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา ไม่ได้ทำตามระเบียบปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ทุกขั้นตอน และเป็นการดำเนินการอย่างลับๆ ล่อๆ โดยนายวิคเตอร์ได้เปิดเผยว่า นายศิริโชค ไม่ได้เดินทางมาคนเดียวอย่างที่บอกไว้ แต่มาพร้อมกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง ทั้งสองใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงดำ โดยนายศิริโชคได้แนะนำตัวกับนายวิคเตอร์ว่า เป็นคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี ขณะที่อีกคนหนึ่งไม่ได้แนะนำตัวแต่อย่างใด และนั่งฟังการสนทนาระหว่างนายศิริโชคและนายวิคเตอร์อยู่จนจบ มีคำถามว่า ไอ้โม้งคนนี้คือใคร ทั้งนี้ นายศิริโชค พยายามหมกเม็ดและบิดเบือนคำสนทนาที่มีกับนายวิคเตอร์ เกิดคำถามว่า ทำไมนายศิริโชคต้องให้เบอร์โทรศัพท์กับนายวิคเตอร์เพื่อให้โทร.กลับ โดยนายวิคเตอร์สงสัยว่า การที่ไม่ โทรกลับหานายศิริโชคเป็นผลทำให้คำพิพากษาของศาลจึงได้ออกมาเป็นเช่นนี้
กมธ.ตปท.ปชป.แฉ "ต่อพงษ์"พบ"วิคเตอร์ บูท"เป็นมติซีกฝ่ายค้าน
ที่พรรคประชาธิปัตย์ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองโฆษกคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการต่างประเทศ โดยเฉพาะซีกฝ่ายค้านเข้าพบนายวิคเตอร์ บูท ผู้ต้องหาคดีค้าอาวุธสงครามชาวรัสเซีย โดยไม่มีกรรมาธิการฯซีกรัฐบาลเข้าไปพบด้วย ว่า ยืนยันว่ามติของกรรมาธิการต่างประเทศที่เข้าเยี่ยมนายวิคเตอร์ บูท เป็นการลงมติในขณะที่ส.ส.ซีกรัฐบาลบางส่วนไม่อยู่ เพราะต้องเข้าไปลงคะแนนในการประชุมสภา เมื่อกลับมาที่ห้องประชุมกรรมาธิการฯก็พบว่ากรรมาธิการฯในซีกฝ่ายค้านได้มีการลงมติว่าจะเข้าพบนายวิคเตอร์ บูท ทั้งนี้ตนได้สอบถามและได้รับทราบภายหลังว่า จะมีการเดินทางไปพบนายวิคเตอร์ บูท ในวันที่ 4 ก.ย. ซึ่งตนก็ไม่ไปแน่นอนเพราะเห็นว่าไม่ใช่หน้าที่ของกรรมาธิการฯ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นการกระทำของตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ทำผิดกฎหมายหรือไม่ เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมต้องตรวจสอบ เรื่องความเหมาะสมเป็นเรื่องของสังคมที่จะต้องตัดสิน แต่หน้าที่ของกรรมาธิการฯต้องสร้างความสัมพันธ์ของประเทศ และประโยชน์ส่วนรวมประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการเข้าพบบนายวิคเตอร์ บูท เป็นข้อเสนอของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในการหารือ
ด้านนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.กทม. และกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากการพูดคุยกับนายต่อพงษ์ ไชยสาส์น ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ทราบว่าจะไม่มีการเดินทางเข้าพบนายวิคเตอร์ บูท ในวันดังกล่าว จะรอการชี้แจงจากนายศิริโชคก่อน แต่ปรากฎว่าเมื่อถึงวันดังกล่าวกลับมีการเข้าพบ ไม่ทราบว่ามีเจตจำนงหรือต้องการอะไร และยืนยันเป็นการลับลูกจากนายจตุพร จึงอยากถามนายต่อพงษ์ว่าทำงานให้ใคร พ.ต.ท.ทักษิณ นายจตุพร หรือนายวิคเตอร์ บูท และเมื่อไหร่จะทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองเสียที อย่างไรก็ตาม ในการประชุมกรรมาธิการฯครั้งหน้า ตนจะท้วงติงในการทำหน้าที่ไม่เหมาะสมของประธาน และครั้งนี้เป็นที่แน่นอนแล้วว่า การที่นายศิริโชค เข้าพบไม่ผิดกฎหมาย เพราะนายต่อพงษ์และนางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ยังสามารถเข้าพบนายวิคเตอร์ บูท ได้



