
สั่งตรวจสอบบ้านพักเขตอุทยานฯเขาหลัก-ลำรู่
ผู้ว่าฯพังงา สั่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบบ้านพักหรูในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาหลัก-ลำรู่ แล้ว หากพบว่ามีความผิด ต้องดำเนินการตามกฎหมายทันที
จากกรณีที่มีชาวบ้านได้เข้าร้องเรียนถึง การสร้างบ้านพักคอนกรีตที่คาดว่าสร้างขึ้นอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาหลัก-ลำรู่ หมู่ที่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา และถัดไปอีกประมาณ 500 เมตร ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกันกับพื้นที่หมู่ที่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า พบว่า มีการสร้างบ้านพัก อีก 4-5 หลัง ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าลำแก่น-เขาหลัก รอยต่อกับป่าอุทยานแห่งชาติเขาหลัก-ลำรู่
นายเยี่ยมสุริยา พาลุสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า ได้สั่งการรไปยังเจ้าหน้าที่ส่วนที่เกี่ยวข้องให้ลงไปตรวจสอบและรายงานให้ตนทราบโดยด่วน เพราะเรื่องการรักษาทรัพยากรธรรมชาตินั้นถือเป็นนโยบายหลักและเร่งด่วนที่ทางรัฐบาลมอบหมายมาให้ทางจังหวัดปฏิบัติ ซึ่งหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีความผิดเกิดขึ้น ก็จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป และในส่วนของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบหากพบว่ามีการละเลยหรือมีส่วนรู้เห็นนั้นก็จะมีความผิดเช่นกัน ส่วนที่ว่ามีข้าราชการเข้าไปมีบ้านอยู่ในเขตป่าสงวนนั้นหากว่าเป็นจริง ก็จะดำเนินการโยเด็ดขาดทั้งทางวินัยและความผิดทั่วไป ซึ่งในเบื้องต้นนี้ตนจะขอตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดก่อน
ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยัง นายวีระ กลั่ยภูมิ กำนันตำบลคึกคัก อ.ตะกั่วป่า เพื่อสอบถามถึงบ้านหลังที่มีการสร้างในหมู่ที่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า ว่า มีการออกเลขที่บ้านให้หรือไม่ แต่ไม่สามารถติดต่อได้
นายจุติ ปานรักษ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง กล่าวว่า บ้านพักที่มีการสร้างบริเวณนำตกโตนปลิง ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตปกครองของตน บริเวณดังกล่าวนั้นมี บ้านอยู่ 5 หลังและทุกหลังก็มีการออกบ้านเลขที่ให้หมด เพราะที่ดังกล่าวนี้เป็นที่ที่มีการครอบครองกันมานาน มีการเสียภาษีบำรุงท้องที่อย่างต่อเนื่อง ส่วนที่ว่าจะเป็นป่าสงวนหรือไม่นั้นหากจะเป็นก็น่าจะเป็นป่าสงวนที่เสื่อมโทรมแล้ว ในอดีตนั้นเคยเป็นสวนยางพารา แต่พอความเจริญเข้ามาก็มีการแบ่งขายให้สร้างบ้านพักกัน เมื่อมองจากภายนอกห็นว่ามีการสร้างบ้านพักทั่วไป จะเข้าใจว่าเป็นการบุกรุกใหม่ แต่ความจริงที่บริเวณดังกล่าวนั้นได้มีการครอบครองกันมานานแล้ว
แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ป่าไม้รายหนึ่งซึ่งเคยทำงานในพื้นที่แห่งนี้ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เท่าที่ทราบพื้นที่ที่มีการสร้างบ้านพักทั้งสองจุดนี้ เป็นป่าสงวน กรณีบ้านพักหลังที่สร้างในพื้นที่หมู่ 7 ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า เคยไปแจ้งให้รื้อถอนออกจากพื้นที่มาแล้วเพราะเป็นพบเห็นเหตุความผิดซึ่งหน้า แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการต่อมาเจ้าหน้าที่ก็ถูกย้ายไปประจำที่อื่นเสียก่อน ซึ่งการทำงานดังกล่าวถูกกล่าวหาว่ารังแกชาวบ้าน ซึ่งตนก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร เพราะทำตามหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่มารับช่วงจากตน คงจะไม่ได้ดำเนินการต่อจึงปล่อยให้คาราคาซังมาจนถึงทุกวันนี้
ส่วนในพื้นที่หมู่ที่ 2 ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง นั้น อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าลำแก่น-เขาหลักรอยต่อกับป่าอุทยานแห่งชาติเขาหลัก-ลำรู่ ก็แบบเดียวกันคือการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่มาเป็นเวลานานจนให้มีการอ้างความชอบธรรมของผู้บุกรุกได้
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมมาอีกว่า หลังจากที่มีข่าวออกไปว่ามีชาวบ้านร้องเรียนถึงบ้านพักที่ปลูกในเขตอุทยานฯและในเขตป่าสงวน บรรดาเจ้าของบ้านดังกล่าวทั้ง 2 จุดได้ปิดบ้านเงียบและไม่พบเห็นเจ้าของบ้านในบริเวณดังกล่าว
อนึ่ง ในพื้นที่ป่าสงวนหมู่ที่ 2 ตำบลลำแก่นแห่งนี้ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2550 ได้มีการลักลอบตัดไม้ซุงขนาดใหญ่จำนวนหลายสิบต้น และอ้างว่าจะเอาไปทำศาลาให้วัดแห่งหนึ่ง และหลังจากที่ตัดไม้เสร็จก็มีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาหลัก-ลำรู่เข้าจับกุม และยึดไม้ของกลางส่วนหนึ่งไปเก็บไว้ที่ข้างที่ทำการอุทยานฯ ส่วนหนึ่งก็กองอยู่ในวัด และมีกระแสข่าวในช่วงนั้นว่ามีเจ้าหน้าที่อุทยานฯคนหนึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ตัด แต่หลังจากที่ตัดเสร็จแล้วกลับกลัวความผิดและชิงไปจับกุมเสียก่อนพร้อมทั้งปล่อยผู้ต้องหาในครั้งนั้นไปทั้งหมด และคืนเลื่อยยนต์อีก 1 เครื่องที่จับกุมได้ในวันนั้นให้ไป คดีนี้ร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.ท้ายเหมืองและยังไม่คืบหน้าแต่อย่างใด



