ข่าว

จัดการกับลาภอันประเสริฐ

จัดการกับลาภอันประเสริฐ

05 ก.ย. 2553

สุขทุกข์ของคนเรานี่ ไม่เท่ากันจริงๆ ค่ะ

วันก่อนนั่งอ่านข่าวที่คุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้สำรวจดัชนีความหดหู่ของประชากรไทยเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลก

 เชื่อหรือไม่คะว่า ประเทศไทยติดอันดับ 3 ของโลกที่มีดัชนีวัดความหดหู่น้อยที่สุด!!

 โดย 5 ประเทศที่มีความหดหู่น้อยที่สุดของโลก เรียงลำดับได้ตามนี้ค่ะ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ขณะที่ประชากรของประเทศอินเดีย สเปน กรีซ เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็น 5 ประเทศที่มีอันดับประชากรหดหู่มากที่สุด

 อ่านแค่นี้ หลายคนอาจจะงงว่า สศค.มาสำรวจความหดหู่ในช่วงเวลาไหน เพราะถ้าเป็นช่วงการชุมนุมทางการเมืองอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ความหดหู่ของไทยอาจจะแซงหน้าอินเดีย หรือสเปน (ซึ่งเพิ่งครองถ้วยฟุตบอลโลก 2010) เป็นแน่แท้

 รมว.คลัง อรรถาธิบายเพิ่มเติมซึ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า การวัดความหดหู่ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการวัดในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งจะพิจารณาจาก 2 ปัจจัย นั่นคือ 1.เงินเฟ้อ เพราะทำให้ของแพง ส่งผลกระทบต่อคนยากจนมากเป็นพิเศษ และ 2.การว่างงาน เพราะเมื่อไม่มีรายได้ ผู้คนก็เสียกำลังใจ ดังนั้นดัชนีความหดหู่จึงเป็นการนำเอา 2 ปัจจัยนี้ในแต่ละประเทศมาบวกกัน

 กำลังเพลินตาเพลินใจกับข่าวนี้ ก็เกิดอีกข่าวหนึ่งไล่เลี่ยกันนั่นคือ การเปิดเผย “ภาวะสังคม” ของไทยในไตรมาสที่ 2 ซึ่งคุณสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) ระบุว่า ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยผลสำรวจรายงานภาวะเศรษฐกิจและสังคมภาคครัวเรือน พบว่าจำนวนหนี้สินเฉลี่ยของครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นจาก 1.16 แสนบาท ในปี 2550 เป็น 1.34 แสนบาทในปีที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้น 7.4%

 รองเลขาธิการ สคช. บอกด้วยว่า หนี้ที่เพิ่มขึ้น มาพร้อมกับความเครียดที่เพิ่มขึ้น เพราะพบว่าจนถึงขณะนี้ประชาชน 70.45% ยังเครียดกับปัญหาการเมือง ส่วนอีก 46.3% รู้สึกเครียดกับปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น และอีก 10% รู้สึกเครียดกับปัญหาหนี้สิน

  ถึงบอกว่า สุขทุกข์ของคนเรานี่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจะวัดจากมุมมอง จะมองจากเหลี่ยมใด
แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เหลี่ยมของคนผ่อนบ้านน่าจะเป็นเหลี่ยมมุมเดียวกัน ด้วยเหตุที่ดอกเบี้ยเริ่มจะเป็น “ขาขึ้น” อย่างจริงๆ จังๆ ทำให้นักผ่อนมืออาชีพ (รวมถึงดิฉัน) ร้อนๆ หนาวๆ กับใบเสร็จรับเงินค่าผ่อนบ้านที่แบงก์ส่งมาให้ยล เพราะเดือนที่แล้วดอกเบี้ยพอกพูนขึ้นมากมาย ขณะที่เงินต้นหายไปนิดเดียวเท่านั้น

 สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านที่เพิ่มขึ้นนั้น หากมีการปรับดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ขึ้นทุกๆ 0.50% จะต้องเสียดอกเบี้ยต่อการชำระค่างวดรายเดือนเพิ่มขึ้นประมาณ 200-300 บาทต่อวงเงินกู้ 1 ล้านบาท ถ้ากู้ 5 ล้านบาท ก็เท่ากับว่าแต่ละเดือนดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นในงวดนั้นๆ 1,000-1,500 บาท

หลายคน (โดยเฉพาะแบงก์) อาจจะมองว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นไม่มาก กู้ 1 ล้านเพิ่มแค่เดือนละ 200-300 บาท แต่อย่าลืมนะคะว่าคนที่มีวงเงินกู้ซื้อบ้านเพียงแค่ 1 ล้านบาทนั้น มีเงินเดือน 1 หมื่นบาท หรืออาจจะต่ำแค่หลักพันก็ได้ ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เมื่อคิดเป็นสัดส่วนกับรายได้ก็นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว

 ที่สำคัญเงื่อนไขในการเพิ่มขึ้นมากหรือน้อย ก็ยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาการผ่อนชำระด้วย ดังนั้น ลูกค้าใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่วงการกู้ กับลูกค้าเดิมที่สัญญาเงินกู้กำหนดเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวไปแล้วนั้น ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มที่ผ่อนชำระมาได้ 1-3 ปี จะได้รับผลกระทบมากที่สุด

 ขณะที่ลูกค้าที่เพิ่งกู้ และสัญญาเงินกู้เป็นแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ จะไม่ได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ย

 ส่วนที่กระทบน้อยน่าจะเป็นลูกค้าที่ผ่อนชำระเกิน 5 ปีขึ้นไป หรือเกินครึ่งหนึ่งของสัญญาเงินกู้ เช่น ระยะเวลาการผ่อนชำระเงินกู้ 15 ปี และได้ผ่อนชำระไปแล้วมากกว่า 7 ปี ลูกค้ากลุ่มนี้จะสามารถแบกรับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 1% เพราะในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำ จะได้ถูกตัดเงินต้นจากการส่งเงินค่างวดไปมากแล้ว

 จริงๆ มีเทคนิคง่ายๆ สำหรับคนที่อยากให้เงินต้นลดลงในอัตราที่มากกว่า ซึ่งดิฉันจำมาจากหนังสือ “เดอะ นัมเบอร์ส” ที่เคยแนะนำไปในคอลัมนี้ก่อนหน้านี้ นั่นคือ จากเดิมที่คุณเคยผ่อนบ้านเดือนละ 10,000 บาท คุณสามารถเติมค่างวดอีก 10% นั่นคือ 1,000 บาท เป็นผ่อนเดือนละ 11,000 บาท เท่านี้ก็สามารถทำให้เงินต้นของคุณลดลงได้มากกว่าที่คิด รวมถึงจะทำให้คุณหลุดพ้นจากพันธนาการของการเป็นหนี้ได้เร็วขึ้นด้วย

 บางคนก็บอกว่า การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ ในขณะที่บางคนบอกว่า การมีหนี้หมายถึงการมีเครดิต และทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการทำงาน หาเงิน เพื่อใช้หนี้

บอกแล้วว่า ขึ้นอยู่กับมุมมองจริงๆ !!

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]