ข่าว

ถามทักษิณแล้วหรือยัง

ถามทักษิณแล้วหรือยัง

04 ก.ย. 2553

กลายเป็นคำถามขึ้นมาทันทีว่า ตกลงพรรคเพื่อไทย โดย ปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค ที่แถลงสัจวาจาว่า จะเดินหน้าสร้างความสมานฉันท์ สันติสุข เลิกสร้างความร้าวฉาน หรือกระทำการที่จะก่อให้เกิดความแตกแยกนั้น แท้จริงแล้ว เชื่อถือได้แค่ไหน

 ก็ในเมื่อคนเสื้อแดงกับคนเพื่อไทยนัดหมายไปชุมนุมเปิดปราศรัยใหญ่วันที่ 19 กันยายน รำลึกวันที่ ทักษิณ ชินวัตร ถูกทหารยึดอำนาจนั้น มันจะอยู่ในกรอบที่ ปลอดประสพ แถลง

 หรือว่าแนวทางนี้จะอยู่เหนืออำนาจของปลอดประสพ โดยที่ปลอดประสพก็เป็นเพียงแค่ไพ่ใบหนึ่งของ ทักษิณ ที่กำหนดแนวทางไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่า คนเสื้อแดงนี่แหละตัวช่วยตัวจริง

 เพราะการที่จะไปพึ่งพาอาศัยเสียงจาก ส.ส.ที่จะทำให้กลับไปสู่คืนวันเก่าๆ ที่มีความสุขกับอำนาจนั้น ทุกสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ทุกความเป็นไปได้ที่มีในขณะนี้...ไม่มีช่องทางไปได้เลย

 ยิ่งเมื่อรัฐบาลกระชับอำนาจกับทหาร-ตำรวจได้เรียบร้อยแล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

 การลงทุนให้แก่การเมืองในรูปแบบปกติ จึงเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง

 อย่าว่าแต่ในวันนี้ ส.ส.หลายกลุ่มในพรรคก็เริ่มขยับขยาย หันซ้ายหันขวา เพื่อหาทางอยู่รอดบนเส้นทางการเมือง

 เพราะชัดเจนว่า อยู่กับพรรคเพื่อไทยในอนาคตข้างหน้า "ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร" คงไม่หนีไปไหน

 ครั้นจะหันไปหานายใหญ่ "สาย" ก็ไม่ค่อยจะว่าง เพราะเทคิวให้กลุ่มเสื้อแดง และกลุ่มส.ส.ที่เป็นแกนนำเสื้อแดงไปเสียหมด

 แล้วก็ยิ่งชัดเจนเมื่อกำหนดนัดทัพหลวง ชุมนุมปราศรัยใหญ่ที่เชียงใหม่ วันที่ 19 กันยายน ภายใต้ชื่อ "ยุทธศาสตร์ตาสว่างทั้งแผ่นดิน" นำโดย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จตุพร พรหมพันธุ์ จาตุรนต์ ฉายแสง

 ซึ่งงานนี้จัดพร้อมกันที่ กทม. ที่จะมีการรณรงค์ขี่จักรยานผูกผ้าแดง 50 คัน ที่สี่แยกราชประสงค์นับศพกันอีกครั้ง นำทีมโดย "หนูหริ่ง" สมบัติ บุญงามอนงค์

 งานนี้ถือเป็นการกลับมาต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ของคนเสื้อแดงภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่

 เป็นการผนึกกำลังระหว่างเสื้อแดงทุกสาย โดยเฉพาะแดง นปช.

 นี่ก็ยิ่งตอกย้ำว่า มวลชนคนเสื้อแดงนั้น เป็นสิ่งจำเป็นในการเคลื่อนไหว

 แต่กับ ส.ส.ที่ยังหันรีหันขวางอยู่นั้น แม้จะไม่ตัดรอนกันเลยทีเดียว แต่อย่างน้อยๆ ก็ยังไม่ใช่จังหวะที่จะแสดงบทบาท

 ทว่า การปล่อยให้เหล่าส.ส.เคว้งคว้าง ก็นับเป็นเรื่องอันตราย และไม่ฉลาด

 พรรคเพื่อไทยจึงได้วางแผนจัดโครงสร้างใหม่ โดย ไพจิต ศรีวรขาน แกนนำกลุ่มอีสานพัฒนา ที่พยายามเข็นแล้วเข็นอีกวางเอาไว้ว่า ให้มีองค์ประกอบโครงสร้างพรรคดังนี้ 1.กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย จำนวน 5 คน 2.กรรมการ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวน 15 คน 3.ที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เป็นอดีต 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน อดีตรัฐมนตรี จำนวน 6-7 คน คน และ 4.ฝ่ายปฏิบัติการเงิน บัญชี จำนวน 2-3 คน

 ก็ดูจะเป็นจริงเป็นจัง เพราะนัดหมายถกแถลงกันในวันที่ 6 กันยายนนี้ มีการเชิญแกนนำที่แม้จะไม่ใช่ตัวจริงเสียงจริง เพราะต่างก็รู้ดีว่า ต่อให้แกนนำเป็นใครระดับไหน หากนายใหญ่ไม่ชี้มา ทุกเรื่องก็ยังฟันธงไม่ได้ว่าเอาแบบนี้

 เพราะที่ผ่านมา บรรดาส.ส.ต่างอึดอัดกับท่าทีของ "พ่อแดงใหญ่" ที่วางก้ามโต ชอบจิกหัวด่า ส.ส. แต่พอจะไปพึ่งพาอาศัย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวสุดที่รักของทักษิณ หรือ ยงยุทธ ติยะไพรัช ก็ไม่ได้เป็นดังหวัง

 ยิ่งมาเจอวิธีบริหารพรรคแบบ พายัพ ชินวัตร และ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ความว้าเหว่ และเสียงเรียกร้องให้ ทักษิณจัดการอะไรบางอย่างยิ่งมากขึ้น

 เรียกได้ว่า ทั้งร้อง ทั้งขู่

 เพราะงานนี้ ถ้าไม่ทำอะไร หลายกลุ่มก็เริ่มขยับหาอนาคตใหม่ ไม่ว่าจะเป็น กทม. พญานาค วงศ์วรรณ ภาคกลาง หรือแม้แต่ อีสานพัฒนา เองก็เถอะ

 ความว้าเหว่ และท้อแท้กับอนาคต มาถึงจุดนี้แล้ว ถ้าหากจะดึง ส.ส.เหล่านี้เอาไว้ ก็ต้องยอมรับเงื่อนไขที่จะตามมา แต่ถามว่า ทักษิณ จะยอมหรือ ในเมื่อเลือกที่จะเดินไปพร้อมกับยุทธศาสตร์ใหม่ของคนเสื้อแดงอีกครั้งเสียแล้ว

 ถึงจะส่งเครือญาติตระกูลชินวัตรมาร่วมสังฆกรรมในฐานะที่ปรึกษา ไม่ว่าจะเป็น "เจ๊แดง" เยาวภา ยิ่งลักษณ์ พายัพ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ วราเทพ รัตนากร "เสี่ยเพ้ง" พงศ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล สันติ พร้อมพัฒน์ เผดิมชัย สะสมทรัพย์ อภิวันท์ วิริยะชัย รวมทั้ง สาโรจน์ หงษ์ชูเวช รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เข้าไปคลุกวงในเต็มที่ แต่ภาพของคนเหล่านี้ก็ไม่ได้สร้างวความหวือหวาให้แก่ ส.ส.ในพรรค

 คนที่น่าจะกระตุ้นให้เกิดความชุ่มชื่นในพรรคเพื่อไทยอีกครั้งนั้น น่าจะเป็น พจมาน ณ ป้อมเพ็ชร์ ที่แกนนำพรรคเตรียมจะประสานงานให้มาร่วมสังเกตการณ์การประชุมนั่นต่างหาก

 เพราะรู้กันดีว่า ถึงอย่างไรทักษิณก็ยัง "ฟัง" พจมาน อยู่

 แต่ก็ไม่มีอะไรที่ชัดเจน !

 ความชัดเจนกลับมีแต่ความเคลื่อนไหวของ "คนเสื้อแดง" ที่กำลังค่อยๆ แผ่วลงทุกขณะ แต่กลับมาคึกขึ้นอีกครั้งเมื่อแกนนำพรรคเพื่อไทย 2-3 คนอย่างที่กล่าวมาต้องโดดเข้าไปร่วมวง

 แต่ยุทธศาสตร์นี้จะไปได้ไกลแค่ไหน ในเมื่อสูตรในการเข้ายึดครองอำนาจนั้น ด้วยวิธีการเช่นนี้ ยังไม่เคยมีประวัติศาสตร์หน้าไหนระบุว่าจะประสบความสำเร็จ

 ตรงกันข้าม ถ้อยแถลงของ ปลอดประสพ ที่มีดีกรีเป็นถึงรองหัวหน้าพรรค และอ้างถึงความเป็นที่ตกผลึกของระดับแกนนำพรรค แถลงเป็นสัจวาจาว่าจะเดินหน้าคลี่คลายสถานการณ์เพื่อให้บ้านเมืองเกิดสันติสุข ก็น่าเชื่อว่าจะกลายเป็นบ่วงมารัดคอพรรคเพื่อไทย

 เพราะถ้าการชุมนุมคนเสื้อแดงภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่อย่างที่ว่า กลับเข้าไปสู่กลิ่นอายแบบเดิมๆ ที่สี่แยกราชประสงค์ ความชอบธรรม ความเชื่อมั่น และสัจวาจาก็จะถูกทำลายลงในทันที

 ที่สำคัญได้ถาม ทักษิณ แล้วหรือยังว่า จะให้กลุ่มเสื้อแดงนำทิศทางการเมืองไปอีกนานแค่ไหน?

ณยา ใจกาวัง