ข่าว

อหังการจนลืมบทเรียน

อหังการจนลืมบทเรียน

04 ก.ย. 2553

อืมม์...ค่ายเพื่อไทยเผชิญการดูดแบบโหด ดูดไม่เลือกหน้า โดยพลังบุรีรัมย์ สะสมไพร่พลเพื่อหวังเป็นใหญ่ในภายภาคหน้า ปัจจุบันค่ายบุรีรัมย์แสดงความอหังการในอำนาจบริหารกระทรวงหลัก

 นอกจากจัดการดูดงบประมาณเอาไว้ใช้จ่ายในโครงการต่างๆ เป็นการสะสมทุนสำหรับการสู้ศึกการเมืองแบบไม่เกรงใจใครแล้ว ยังโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเหมือนจัดการข้าทาสบริวารในบ้าน ไม่มีใครกล้าหือ เพราะเขาใหญ่จริง

 ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยหมดลายมาเฟีย ที่เคยแสดงบารมี รังสี อำมหิตครอบงำแผ่นดิน โดนนักการเมืองหลังลายบ้านนอกครอบจนกระดิกไม่ได้

เอาเถอะ จะยโส อหังการในอำนาจอย่างไรก็สุดแล้ว แต่อำนาจนั้นเมื่อมีได้ก็หมดได้ ไม่จีรังยั่งยืน ถ้าอยากให้เห็นชัดๆ ก็ดูทักษิณ คนหนีคุกเป็นตัวอย่าง

ก่อนหน้านี้มีอำนาจล้นแผ่นดิน คุมทั้งทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ร่ำรวยเป็นอภิมหาเศรษฐี มีเงินระดับหลายหมื่นล้าน ใช้อำนาจไม่จำกัด แม้แต่นโยบายทำสงครามกับผู้ค้ายาเสพติด คนตายเป็นเบือ

สุดท้ายเป็นอย่างไร แทบไม่มีแผ่นดินอยู่ เมื่อประชาชนทนความอหังการไม่ได้ ออกมาขับไล่ ทำให้ทหารต้องใช้โอกาสทองเด้งให้หลุดจากฐานอำนาจ

นอกจากใช้โครงการจงรักภักดีต่อสถาบันปูทางเอื้อประโยชน์แล้ว ยังต่อยอดฐานอำนาจเข้าไปครอบงำค่ายสะตอ ใช้ข้อต่อรองด้านเสียงในสภาเป็นเครื่องมือ

กวาดโครงการใหญ่ๆ ไว้ในการควบคุมเป็นหมื่นๆ ล้านบาท โดยไม่เกรงว่าจะประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับทักษิณ คงนึกว่ามีบทเรียนให้เห็น รับรองไม่พลาด ถึงกระนั้น แทนที่จะอาศัยความเนียนกอบโกย ดันหักดิบซึ่งหน้า

สร้างความหมั่นไส้ให้ประชาชน และข้าราชการทุกภาคส่วน แต่ก็มีเยอะที่ยังสยบต่ออำนาจและผลประโยชน์ จึงมีนายพลได้รับนาฬิการาคาเรือนล้านบาท ผูกข้อมือเป็นการซื้อใจ เอาไว้หวังผลระยะยาว จัดสรรผลประโยชน์ร่วมกัน

ค่ายสะตอได้แต่นั่งทำตาปริบๆ เพราะถูกมองว่าเป็นเบี้ยล่าง!

ความอหังการใน 2 กระทรวงคุมโดยก๊วนบุรีรัมย์ จึงเป็นเหมือนขุมทรัพย์ของประชาชน ซึ่งพวกนี้จะพยายามเข้าไปตักตวง กอบโกย สร้างฐานอำนาจ

ช่วงนี้จึงเป็นการใช้อำนาจเพื่อเพิ่มความมั่งคั่ง และทุนการเมือง จากนั้นก็ใช้ทั้งอำนาจและเงินต่อยอด ขยายฐานเครือข่าย หวังหยั่งรากลงลึก!

ถึงกับมีการคาดการณ์ว่าหัวหน้าใหญ่ก๊กบุรีรัมย์คิดการณ์ใหญ่ หวังเป็นนายกฯ ตามคำทำนายของพ่อผู้ชราภาพ ช่วงนี้จึงเพิ่มบารมีให้เห็นด้วยการใช้พลังเงินดูดนักล่าเสียงจากค่ายคนหนีคุก กลุ่มละ 2-4 คน ในอัตราคู่ละ 80 ล้านบาท

มีเสียงปฏิเสธว่าไม่จริง! ต้องย้อนถามว่า ถ้าไม่ได้เงินก้อนใหญ่ อะไรเป็นแรงจูงใจให้ย้ายค่าย เหมือนเห็บเหากระโดดหนีจากหมาผอมไปหาหมาอ้วน!

ค่ายคนหนีคุก ก็ได้แต่ทำตาปริบๆ เช่นกัน เพราะรู้ดีว่าการกระโดดหนีของนักล่าเสียง ล่าค่าตัวเหล่านั้น คงเห็นว่าท่อน้ำเลี้ยงไม่ลื่นไหลเหมือนแต่ก่อน

พวกแหกคอก ไม่เกรงใจนายใหญ่ ซึ่งเคยให้ที่แจ้งเกิด!

ดังนั้น การเนรคุณ จึงเป็นพฤติกรรมธรรมดาสำหรับนักล่าเสียงหิวเงินทั้งหลาย ต้องดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองรอดก่อนตกอยู่ในสภาพอดอยากปากแห้ง

พวกนี้ไม่แน่ใจว่าพรรคคนหนีคุกจะหวนกลับมารุ่งเรืองอีก เพราะนายใหญ่หนีภัยถูกสกัดทุกทาง นับวันแผ่นดินให้เหยียบมีแต่จะแคบลง

สังขารก็ร่วงโรย จะดิ้นรนอยู่ได้นานเท่าไหร่ยังไม่มีใครรับประกัน แม้แต่เจ้าตัวเองก็ยอมรับว่าช่วงนี้ต้องหยุดการเคลื่อนไหว อยากให้บ้านเมืองสงบ

เชื่อได้ยาก ดูแล้วคงไม่เลิกราง่ายๆ ลงทุนจ่ายไปเป็นหมื่นล้านบาทเพื่อหวังเล่นงานรัฐบาลนายกฯ มาร์ค แต่ยิ่งทำไปทำให้สถานการณ์ของตัวเองลำบากกว่าเดิม เพราะแม้แต่ฮุน เซน ก็ต้องเลิกราการจ้างให้เป็นที่ปรึกษา

คบต่อไป นอกจากทำให้กัมพูชาต้องลำบากแล้ว ตัวเองต้องเสี่ยงกับการถูกโค่นล้มโดยพวกเดียวกัน เพราะคงไม่ยอมให้บ้านเมืองต้องล่มจมไปด้วย

เลิกการจ้างแล้ว ยังตีฝีปากว่า “ซี้” เหมือนเดิมกับคนหนีคุก!

จะซี้จนฝ่ายใดซี้ หรือซี้ทั้งคู่ ก็ต้องรอดู เพราะการเมืองนั้น ไม่แน่นอน การชิงอำนาจเกิดขึ้นได้เสมอ แม้แต่นายกฯ มาร์ค ก็ยังมีหมอดูทำนายว่าเสี่ยงต่อการมีเคราะห์หามยามร้าย โดยเฉพาะในช่วงเดือนนี้และเดือนหน้า

จะถึงขั้นรบราฆ่าฟันกันอีกหรือไม่ ยังไม่มีหมอดูคนไหนแม่นยำพอที่จะกล้าฟันธง และต้องดูก๊วนบุรีรัมย์ด้วยว่าจะปฏิบัติการหักหลัง ไปรวมกับกลุ่มอำนาจใหม่ ตามที่มีเสียงร่ำลือกันหรือไม่ เพราะอำนาจหรือช่องทางของผลประโยชน์