ข่าว

ส.ก.-ส.ข.

ส.ก.-ส.ข.

04 ก.ย. 2553

สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เป็นองค์กรของกรุงเทพมหานคร ส่วนสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) เป็นองค์กรของเขตแต่ละเขตโดยเฉพาะ แม้ว่าจะเลือกตั้งโดยประชาชนเช่นกัน แต่หน้าที่และฐานะนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 ส.ก.มีอำนาจหน้าที่ควบคุมการบริหารของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทั้งในด้านกฎหมาย การเงิน การอภิปราย และการลงมติ ไม่ต่างไปจากรัฐสภาควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ทำนองนั้น

 ส่วน ส.ข. ตามกฎหมายแล้วแทบจะไม่มีอำนาจหน้าที่อะไรเลยที่เกี่ยวกับการบริหารกรุงเทพมหานคร นอกจากคอยให้คำปรึกษาผู้อำนวยการเขตในแต่ละเขต และคอยสอดส่องติดตามกำกับดูแลการทำงานของสำนักงานเขตเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ราษฎรในเขต

 จะช่วยชาวบ้านปราบยุง ขุดท่อทำความสะอาดหรือป้องกันน้ำท่วมบ้าน ก็จะต้องพึ่ง ส.ก. ลูกพี่ของตนเอง จะว่าอย่างนั้นก็ได้

 แต่ถ้าจะว่าโดยสรุปแล้วทั้ง ส.ก.และ ส.ข. มีพื้นฐานการเลือกตั้งส่วนใหญ่แล้ว ก็มาจากการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนั่นเอง จะด้วยเหตุนี้ละกระมัง ที่คนกรุงเทพฯ จึงไม่ค่อยจะใส่ใจ สนใจ การเลือกตั้งทั้ง ส.ก.และ ส.ข. เพราะคิดว่าเลือกผู้ว่าฯ แล้วก็น่าจะแล้วกันไป ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อเกิดเดือดร้อนอันใดขึ้น ก็โกรธด่ากันแต่ผู้ว่าฯ ไม่มีใครจะไปใส่ใจลงไปถึงกระทั่งพวก ส.ก.หรือว่า ส.ข.เลยสักครั้ง

 ผมว่าคนกรุงไปเลือกตั้ง ส.ก.กับ ส.ข.กันถึงกว่าร้อยละ 40 เท่านี้ก็นับว่าดีถมไปแล้วครับ

 ที่จริงการเลือกตั้งทั้ง ส.ก.-ส.ข.เท่าที่แล้วมา เฉลี่ยแล้วก็อยู่ในระดับนี้ จะเอาอะไรกันนักหนา และให้น่าแปลกใจว่าจะโวยวายกันไปทำไม โดยเฉพาะถึงกับกล่าวโทษคนกรุงเทพฯ ว่า ขาดจิตสำนึกไม่เล็งเห็นความสำคัญของระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นการกล่าวให้ร้ายคนกรุงเทพฯ ทั่วไปอย่างไม่เป็นธรรมเลย ถ้าพิจารณาถึงความสำคัญในหน้าที่และอำนาจตามความเป็นจริงที่ทั้ง ส.ก.และ ส.ข.มีอยู่ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

 อีกอย่าง สถิติการไปใช้สิทธิเลือกตั้งสำหรับประเทศไทยเราก็ไม่น่าจะเกี่ยวกันกับจิตสำนึกในเรื่องระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด ในหลายที่หลายแห่งมีคนไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันมากที่สุด ถึงร้อยละ 80-90 แต่กลับได้นักการเมืองที่ย่ำแย่ที่สุดเข้ามา ก็มีอยู่ให้เห็นเป็นจำนวนไม่น้อย

 นักการเมืองผู้ได้คะแนนเป็นล้านจากผู้เลือกตั้งจึงไม่ใช่หลักประกันว่าจะดีไปกว่านักการเมืองผู้ได้คะแนนแม้เพียงแค่ไม่กี่พัน

 การที่รัฐธรรมนูญบังคับกำหนดให้ประชาชนต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยที่ไม่เต็มใจไม่ใส่ใจในการเมือง นี่ต่างหากที่น่าจะมีส่วนทำให้ประชาธิปไตยแทนที่จะพัฒนาไปโดยธรรมชาติกลับต้องย่ำแย่ลง ก็เพราะประชาชนส่วนหนึ่งซึ่งไม่ใส่ใจการเมืองหรือว่าขาดจิตสำนึกพากันไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อหวังผลประโยชน์อย่างอื่น

 สรุปแล้วประชาธิปไตยในทุกระดับจะดีขึ้นหรือเลวลงก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับว่า มีคนไปเลือกตั้งมากหรือ น้อย การเลือกตั้ง ส.ก.และ ส.ข. ก็เช่นกัน อย่าได้ไปกล่าวโทษใครหรือว่าวิตกอันใดให้จนเกินเหตุไปนัก

 สำหรับ "เสียงเงียบ" นั้น ก็บอกอยู่ในตัวแล้ว ต่อให้ฟ้าถล่มหรือว่าแผ่นดินทลาย ก็ไม่แน่ว่าจะขยับเขยื้อนหรือเปล่า อย่าไปหวังอะไรครับ ได้เท่าไหนก็เอาเท่านั้น คิดอย่างนี้ดีกว่า