ข่าว

มาร์คไม่ลงตัวถกฮุนเซนเลื่อนเจบีซีอีก

มาร์คไม่ลงตัวถกฮุนเซนเลื่อนเจบีซีอีก

03 ก.ย. 2553

"ประวิตร"สั่งเลื่อนถกจีบีซีรอบสอง หลัง”อภิสิทธิ์- ฮุน เซน”ยังเจรจาไม่ลงตัว "องอาจ"เผยผลเยือน"กัมพูชา"ประสบความสำเร็จ เผยแก้ไขปัญหาทั้งสองประเทศมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แจง "ฮุนเซน"เอ่ยปากพร้อมคุยกับ "อภิสิทธิ์" 24 ก.ย.นี้ที่นิวยอร์ค แถมระบุไม่ต้องมีคนกลางคอยทำเ

(3ก.ย.) รายงานข่าวจากกระทรวงกลาโหมแจ้งว่า พล.อ.ประวิตร   วงษ์สุวรรณ   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้เลื่อนการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา(เจบีซี) จากเดิมที่กำหนดให้ประชุมในวันที่ 8-10 กันยายนนี้ ที่กรุงเทพมหานคร โดยมีฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพออกไปก่อน เพื่อรอดูสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอีกระยะหนึ่ง

 หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย และ สมเด็จฯฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยังไม่มีความชัดเจนในการเจรจาหารือ เพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหาร โดยเฉพาะการถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่   ประกอบกับขณะนี้กัมพูชายังไม่ได้ปล่อยตัว 3 คนไทย หลังจากที่ได้ควบคุมตัวมา 2 สัปดาห์

องอาจเผยฮุนเซนชมมาร์คมีภาวะผู้นำสูง

เมื่อเวลา14.00 น. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเดินทางเยือนประเทศกัมพูชา ว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านตนได้เดินทางเยือนกัมพูชา เพื่อพบกับรัฐมนตรีด้านข่าวสาร และได้มีโอกาสพบกับสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สาเหตุการเดินทางเพื่อกระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ และหาทางในการสร้างกลไก เพิ่มความเข้าใจระหว่าง 2 ประเทศให้มากยิ่งขึ้น ในส่วนของการเจรจากับรัฐมนตรีข่าวสารของกัมพูชา มีข้อตกลงร่วมกัน 3 ประการ ซึ่งสมเด็จฯฮุน เซนได้เห็นชอบด้วย 1.กัมพูชาจะส่งผู้สื่อข่าวจำนวนหนึ่งเดินทางมาประเทศไทย เพื่อมาทำงานร่วมกับผู้สื่อข่าวของไทยที่นี่ และเดินทางไปตามจุดต่างๆ อาจมีโอกาสพบปะกับผู้นำระดับต่างๆ ของประเทศไทย เป็นการแลกเปลี่ยนการเดินทางระหว่างผู้สื่อข่าว ซึ่งเรื่องนี้ตนได้ประสานงานกับรัฐมนตรีต่างประเทศแล้ว คิดว่าไม่เกินเดือนกันยายนนี้ข้อตกลงประการแรกน่าจะดำเนินการได้ เชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะก่อให้เกิดความเข้าใจดีต่อกัน

 นายองอาจ กล่าวอีกว่า 2. เราพบว่าหลายกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวมีข้อมูลคลาดเคลื่อน เราจึงตกลงที่จะสร้างกลไกเชื่อมโยงข้อมูล 2 ประเทศเข้าด้วยกัน ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องติดต่อกันเร่งด่วน ตน และสมเด็จฯฮุน เซน และรัฐมนตรีของกัมพูชา ตกลงว่าให้ตนสามารถมีฮอทไลน์ ระหว่างตนกับรัฐมนตรีข่าวสารของกัมพูชา เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจกันได้ทันท่วงที ยกหูสอบถามได้โดยตรง เพื่อนำข้อมูลที่ถูกต้องมาชี้แจงกับสาธารณชนในประเทศไทยได้ 

 3.เราจะจัดกิจกรรมระหว่างประชาชนกับประชาชน โดยกัมพูชาจะเชิญศิลปินที่มีชื่อเสียงจากประเทศไทยไปร่วมแสดงคอนเสิร์ตร่วมกันศิลปินที่มีชื่อเสียงของกัมพูชา ส่วนไทยก็เช่นเดียวกัน เชิญศิลปินของกัมพูชามาไทยเพื่อจัดกิจกรรมเชิงคอนเสิร์ต เพื่อให้ประชาชน 2 ประเทศมีความเข้าใจกันมากขึ้น

 เมื่อถามว่าการเดินทางไปครั้งนี้ทางกัมพูชาเป็นคนเชิญหรือเราเดินทางไปเอง นายองอาจ กล่าวว่า เป็นไปตามข้อตกลงเอ็มโอยูของทั้ง 2 ประเทศที่ทำไว้ ในการแลกเปลี่ยนการเยือนกันระหว่าง 2 ประเทศ เป็นโอกาสดีที่ตนได้พบกับสมเด็จฯฮุน เซน ได้ทำความเข้าใจกันหลายเรื่อง

 “ที่สำคัญที่มีข่าวว่าสมเด็จฮุนเซนไม่ประสงค์ที่จะพบกับนายกฯอภิสิทธิ์ ในการประชุมอาเซม ปรากฏว่าสมเด็จฯฮุน เซนบอกว่าปีนี้เรามีการประชุมร่วมกันประมาณ 4 ครั้ง ประชุมอาเซมประมาณต้นเดือนตุลาคม ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอที่จะพบกันในการประชุมอาเซม เพราะเราจะพบกันที่นิวยอร์คอยู่แล้ว ในวันที่ 24 กันยายนนี้ ในการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ หลังจากนั้นจะมีการพบกันในเวทีอาเซียนปลายเดือนตุลาคม การประชุมร่วมกันระหว่างประเทศลุ่มน้ำโขงอีกที่กัมพูชาในเดือนพฤศจิกายน ดังนั้นจึงไม่ต้องรอที่อาเซม พบกันได้เลยที่นิวยอรค์” นายองอาจ กล่าว

 นายองอาจ กล่าวต่อว่า สำหรับข่าวที่ออกมาสมเด็จฯฮุน เซนระบุว่าได้พูดกับนักศึกษาที่จบการศึกษาที่มหาวิทยาลัย และผู้สื่อข่าวก็มาถามถึงการพบกับนายอภิสิทธิ์ ซึ่งท่านบอกว่าไม่ต้องพบในการประชุมอาเซ็มก็เลยปรากฎข่าวออก น่าจะพบกันได้ที่นิวยอร์คไม่น่ามีปัญหา

 เมื่อถามว่าท่าทีของสมเด็จฯฮุน เซนเป็นอย่างไร นายองอาจ กล่าวว่า ก่อนที่ตนจะเดินทางไป ยังไม่มีกำหนดที่จะพบ แต่ก่อน 1 วันที่จะเดินทางไป สมเด็จฯฮุน เซนได้แจ้งให้รัฐมนตรีโทรศัพท์มาแจ้งกับตน ว่ายินดีที่จะให้พบ บรรยากาศในการพบเป็นไปด้วยดีมาก มีรัฐมนตรีระดับสูง รองนายกรัฐมนตรี นายซกอาน ข้าราชการระดับสูง เข้าร่วมสนทนาด้วย ได้บอกว่าหลังจากที่เราเชิญทูตของแต่ละประเทศกลับมาทำงานอีก หลังสถานการณ์คลี่คลาย สมเด็จฯฮุน เซนก็บอกว่าตนเป็นรัฐมนตรีคนแรกที่ได้คุยกันท่านรู้สึกยินดีมากที่ได้คุยกับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะเชื่อว่าตนจะนำข้อมูลไปเรียนให้นายอภิสิทธิ์ ได้รับทราบ เพราะทำงานอยู่ที่เดียวกัน โดยใช้เวลาพูดคุยกันประมาณ 1 ชั่วโมง ถือว่านานมาก

 เมื่อถามว่านายอภิสิทธิ์ ได้ฝากอะไรไปถึงสมเด็จฯฮุน เซนบ้าง นายองอาจ กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ฝากความระลึกถึงสมเด็จฯฮุน เซน และเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ จะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากที่เราให้ทูต 2 ประเทศกลับไปทำงาน ขณะที่สมเด็จฯฮุน เซนได้พูดชื่นชมนายกรัฐมนตรีว่า เป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนหนุ่มที่มีคุณลักษณะที่ดีมาก และท่านบอกว่าไม่ต้องไปกังวลว่าเรื่องคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีหนุ่มแล้วจะทำงานไม่ได้ เพราะสมเด็จฯฮุน เซนบอกว่าเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่อายุ 32

 “ ท่านเชื่อมั่นว่านายกฯอภิสิทธิ์จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้นานพอสมควร ยิ่งขณะนี้ยิ่งมีความแข็งแกร่งมากขึ้น เพราะผ่านประสบการณ์หนักๆในการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีมาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงภาวะผู้นำ ความแข็งแกร่ง ของการเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ไม่มีการพูดถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี”นายองอาจกล่าว 

 เมื่อถามว่าเป็นการปูทางก่อนการพบกันระหว่างนายอภิสิทธิ์กับสมเด็จฯฮุน เซนในระยะเวลาอันใกล้หรือไม่ นายองอาจ กล่าวว่า สมเด็จฯฮุน เซนยืนยันกับตนชัดเจนว่าไม่ต้องรอพบกันที่เวทีประชุมอาเซ็ม เพราะจะเจอกันในเวทีประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติด้วยกัน ก็จับมือปิดห้องนั่งคุยกันได้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการค้า ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชน

 “สมเด็จฯฮุน เซนบอกว่าการไปพบกับนายกรัฐมนตรีไทยไม่จำเป็นต้องมีประเทศไหนเป็นตัวเชื่อม หรือใครนัดใคร เพราะจะเป็นปัญหาอีกว่าฝ่ายนั้นขอพบ ฝ่ายนี้ขอพบ สมเด็จฯฮุน เซนบอกว่าเขาวินวินอยู่แล้ว มีโอกาสเจอกันเวทีไหนก็พบกันได้เลย ไม่ต้องรออาเซม อีกอันหนึ่งที่ชี้ให้เห็นพัฒนาการในทางที่ดีในการที่ผมเดินทางไปครั้งนี้ เดิมเอกอัครราชทูตไทย มีกำหนดการที่จะเข้าถวายสาน์สตราตั้งกับกษัตริย์กัมพูชาในวันที่ 18 ต.ค.นี้ แต่จากการพบกันสมเด็จฯฮุน เซนบอกว่านานเกินไป เพราะตราบใดที่ยังไม่ถวายสาน์สตราตั้งในพิธีทางการทูตถือว่ายังไม่สามารถทำงานได้ ท่านจึงบอกว่าจะประสานงานให้เร็วขึ้น ปรากฏว่าช่วงเช้าได้รับรายงานก่อนเดินทางกลับว่ากษัตริย์กัมพูชาอนุญาตให้เอกอัครราชทูตเข้าถวายสาน์สตราตั้งได้เลยในวันที่ 10 ก.ย.นี้ เป็นการส่งสัญญาณที่ดี” นายองอาจกล่าว

 นายองอาจ กล่าวว่า สำหรับเรื่องคณะกรรมาธิการร่วมชายแดนไทย-กัมพูชา หรือเจบีซี ที่จะเป็นเครื่องมือทำงานร่วมกันในปัญหาชายแดน ตนได้เรียนสมเด็จว่าขอให้เข้าใจกระบวนการในประเทศไทยเราต้องรับฟังความเห็นประชาชน จึงเข้าสภา เราไม่มีเจตนาถ่วง ซึ่งท่านบอกว่าดีใจที่ได้ยินจากปากของตน

 " ท่านยืนยันว่าต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ท่านบอกว่าไทยกับกัมพูชาเหมือนลิ้นกับฟัน อาจกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่การกระทบกระทั่งกันก็ไม่สามารถแยกความเป็นเพื่อนบ้านเราได้ ไม่สามารถยกประเทศเราหนีได้ ฉะนั้นต้องช่วยกันหาทางให้ลิ้นกับฟันอยู่ร่วมช่องปากเดียวกันได้อย่างมีความสุข และการไปพบกับนายกรัฐมนตรีไทยไม่จำเป็นต้องมีประเทศไหนเป็นตัวเชี่อม หรือใครนัดใคร เพราะจะเป็นปัญหาอีกว่าฝ่ายนั้นขอพบ ฝ่ายนี้ขอพบ สมเด็จฯฮุน เซนบอกว่าเขาวินวินอยู่แล้ว มีโอกาสเจอกันเวทีไหนก็พบกันได้เลย ไม่ต้องรออาเซม และท่านยังบอกว่ายินดีจะพูดคุยเรื่องปัญหาเขาพระวิหารและทุกๆเรื่อง” นายองอาจกล่าว

 อภิสิทธิ์ชี้จำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนความเข้าใจกับฮุน เซน

 ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงผลการพบปะกันระหว่างสมเด็จฯฮุน เซนกับนายองอาจที่กัมพูชาว่า ส่วนหนึ่งเป็นการไปพูดคุยถึงความร่วมมือทางด้านข่าวสาร เพราะว่าหลายครั้งที่เกิดความตึงเครียดในเรื่องของความสัมพันธ์เกิดขึ้น บางทีก็เป็นเรื่องของข่าวสารที่ถ่ายทอดไปแล้วมีความคาดเคลื่อน ซึ่งตรงนี้รัฐมนตรีที่ทำงานด้านข่าวสารทั้ง 2 ฝ่าย ก็ดูว่าจะได้มีความพยายามทำกลไกในการร่วมมือกันขึ้นมา เพื่อลดปัญหาทางด้านนี้ได้ ส่วนความตั้งใจว่า ในช่วงปลายปีซึ่งตนและนายกฯ ฮุนเซนต้องไปร่วมประชุมในหลายเวทีด้วยกัน ก็จะเป็นโอกาสในการที่สามารถพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้อยู่แล้ว มีความตั้งใจอยู่แล้วว่า สามารถพูดคุยกันได้ในเวทีต่างๆ

 เมื่อถามว่า แปลกใจกับท่าทีของสมเด็จฯฮุน เซนหรือไม่ ที่มีการเปลี่ยนแปลงท่าทีกลับไปกลับมาแต่ละวัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่จริงตนคิดว่า ไม่ได้มีปัญหาคือ ทราบว่าทำความตั้งใจอย่างไรที่จะให้ทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกันต้องพูดคุยกัน และต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่ในจังหวะเวลาอะไรที่เหมาะสมก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเหมือนกัน ส่วนการที่จะต้องไปเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหานั้น ตนคิดว่า มันมีความเข้าใจเบื้องต้นหลายอย่างที่จะต้องมาแลกเปลี่ยนกัน โดยเฉพาะหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงท่าทีในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาที่ค้างอยู่ การทำความเข้าใจกระบวนการที่จำเป็นจะต้องทำในแต่ละประเทศของตนเอง

 ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ไม่ต้องมารอเวทีต่างๆ แต่สองประเทศจะนัดพูดคุยกันในเรื่องนี้กันเอง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จริงๆ แล้วไม่ได้นานมาก เพราะว่าการประชุมอาเซมจะมีขึ้นช่วงต้นเดือนหน้าอยู่แล้ว และเดือนนี้ภารกิจแน่นกันทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อถามว่า การที่จะมีการพูดคุยกันจริง ปัญหาที่เรื้อรังในการละเมิดข้อตกลง จะได้รับการแก้ไขหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าต้องมีการพูดคุยกัน ตนคิดว่า ทั้ง 2 ฝ่ายทราบดีอยู่แล้วว่า มีประเด็นอะไรบ้างที่ต้องมาคลี่คลายกัน อย่างไรก็ตามในชั้นนี้มีหลายฝ่ายที่ไปทำงาน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศ กองทัพ และนายองอาจ ก็ไปกันพูดคุย เพราะมันก็เกี่ยวกับหลายหน่วยงาน