
ประชาชนแนะ"มาร์ค"ทำประชามติใน3เดือน
ปชช.เห็นด้วยข้อเสนอคณะอนุแก้รธน.ชุดสมบัติ ทุกประเด็น ให้พรรคเสียงข้างมากอันดับ 1 ได้จัดตั้งรบ.ก่อน ลงโทษเฉพาะผู้ทำผิด ตัดสิทธิทางการเมืองผู้สมัคร 5 ปี ถ้ากก.บห.พรรครู้เห็นให้ตัดสิทธิ 10 ปี หัวหน้าพรรค 15 ปี โดยไม่ต้องยุบพรรค คนที่เป็นรมต.ต้องลาออก ส.ส. ก่
(3ก.ย.) ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) สำรวจความคิดเห็นประชาชน 1,249 คน จาก 21 จังหวัดในทุกภาคของประเทศ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มี ศ.ดร. สมบัติ ธำรงธัญวงษ์ เป็นประธาน ซึ่งได้เสนอแนวคิดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในประเด็นต่างๆ ตามที่ได้มีการแถลงเมื่อวันที่ 18 และ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา ผลสำรวจพบว่า
ประชาชนเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะอนุกรรมการฯ เกือบทุกประเด็น ได้แก่ เรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ให้พรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากเป็นอันดับ 1 ได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน (เห็นด้วยร้อยละ 85.2) เรื่องการยุบพรรคการเมือง ในกรณีทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ตามมาตรา 237 โดยกำหนดให้ลงโทษเฉพาะผู้กระทำผิด ถ้าผู้สมัครทำผิดให้ตัดสิทธิทางการเมืองของผู้สมัคร 5 ปี ถ้ากรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็นให้ตัดสิทธิ 10 ปี และถ้าหัวหน้าพรรคมีส่วนรู้เห็นให้ตัดสิทธิ 15 ปี โดยไม่ต้องยุบพรรคการเมือง (เห็นด้วยร้อยละ 73.0)
แยกฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเด็ดขาด โดยกำหนดให้คนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีต้องลาออกจาก ส.ส.ก่อน (เห็นด้วยร้อยละ 72.6) การเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต ให้กลับไปใช้ระบบเขตเดียวเบอร์เดียวเหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 (เห็นด้วยร้อยละ 69.7) การเลือกตั้ง ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ให้กลับไปใช้รูปแบบบัญชีเดียวทั่วประเทศโดยไม่แบ่งเป็นเขตภาค (เห็นด้วยร้อยละ 59.4) ที่มาของ ส.ส. ตามมาตรา 93-98 เสนอให้มี ส.ส.จำนวน 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.ระบบแบ่งเขต 375 คน และ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 125 คน (เห็นด้วยร้อยละ 56.1)
ส่วนประเด็นเรื่องการสังกัดพรรคการเมือง ที่เสนอให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่ต้องสังกัดพรรค และสมาชิกพรรคไม่จำเป็นต้องฟังมติพรรคนั้นส่วนใหญ่ร้อยละ 52.8 ไม่เห็นด้วย
สำหรับสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 74.6) ต้องการให้นายกฯ อภิสิทธิ์ ดำเนินการหลังได้รับรายงานสรุปแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากคณะกรรมการฯ แล้วคือให้ทำประชามติเพื่อถามความเห็นจากประชาชนก่อน โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 34.5 ต้องการ ให้ทำประชามติภายใน 3 เดือน ทั้งนี้ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 72.9) ระบุว่าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการฯ จะส่งผลในทางบวกต่อการเมืองไทย เช่น เกิดการพัฒนาทางการเมือง ทำให้ประเทศไทยมีความสมานฉันท์ ฯลฯ
เมื่อถามว่าบรรยากาศทางการเมืองในช่วงเวลานี้เหมาะสมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ประชาชนร้อยละ 46.0 ระบุว่าไม่แน่ใจ ในขณะที่ร้อยละ 27.8 เห็นว่ายังไม่เหมาะสม เพราะปัจจุบันยังมีความคิดต่างกันอยู่ อาจทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีก และควรให้ความรู้แก่ประชาชนก่อน ขณะที่ร้อยละ 26.2 เห็นว่าเหมาะสม เพราะสถานการณ์บ้านเมืองคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว และการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะช่วยให้การเมืองมีความชัดเจนยิ่งขึ้น



