
ฟ้าใสของข้าราชการหญิง
นับเป็นก้าวใหญ่อีกก้าวหนึ่งที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินหน้าส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงและชายให้มีผลในเชิงรูปธรรมมากขึ้นตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540
เมื่อคณะรัฐมนตรีได้ลงมติเห็นชอบร่างกฎคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่าด้วยพฤติกรรมของข้าราชการพลเรือนที่เข้าข่ายความผิดฐานล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ อีกทั้งยังเปิดช่องให้ข้าราชการหญิงที่ถูกคุกคามทางเพศสามารถร้องเรียนทั้งด้วยวาจา หรือหนังสือ ถ้าหากผลการสอบสวนพบว่าใครทำผิดจริงอาจต้องรับโทษทางวินัยร้ายแรงถึงขั้นไล่ออกก็เป็นได้
ในร่างกฎ ก.พ.ฉบับนี้ซึ่งเคยถูกรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตีกลับจนต้องเก็บเข้ากรุไปแล้วครั้งหนึ่งโดยอ้างว่าจะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ได้ระบุชัดถึงพฤติกรรม 5 ประการที่ถือเป็นการล่วงละเมิดและคุกคามทางเพศ ได้แก่ สัมผัสกายที่มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ได้แก่ การจูบ การโอบกอด การจับอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง รวมถึงการกระทำด้วยวาจาที่ส่อไปในทางเพศ เช่น การวิพากษ์วิจารณ์ร่างกาย พูดหยอกล้อ พูดหยาบคาย เล่าเรื่องที่มีเนื้อหาสองแง่สองง่ามโดยที่ผู้รับฟังไม่เต็มใจทั้งต่อหน้าและการสื่อสารรูปแบบต่างๆ อาทิ ส่งจดหมาย ข้อความ ตลอดจนการใช้สายตาลวนลาม หรือทำสัญลักษณ์ที่ส่อไปในทางคุกคามทางเพศ
เราเชื่อว่าต่อแต่นี้ไป ข้าราชการหญิงคงจะรู้สึกปลอดโปร่งใจมากขึ้นว่าได้รับการคุ้มครองจริงตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ หลังจากต้องทนหวานอมขมกลืนหรือน้ำท่วมปากมานานแสนนานกรณีถูกผู้บังคับบัญชาหรือผู้ร่วมงานล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศโดยไม่ยินยอมพร้อมใจ เนื่องจากไม่มีกฎหมายหรือช่องทางที่จะเอื้ออำนวยให้นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ ในเมื่อต้องมีพยานหรือหลักฐานที่ชัดเจนถึงจะเอาผิดผู้ที่คุกคามทางเพศได้
นางเบญจวรรณ สร่างนิทร เลขาธิการ ก.พ.ยอมรับว่ารู้สึกปลาบปลื้มที่ทำสำเร็จเป็นครั้งแรก หลังจากมีข้าราชการร้องเรียนเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถจัดการได้ กลายเป็นปัญหาเรื้อรังมานานแสนนาน แต่เชื่อว่าต่อแต่นี้ไป ข้าราชการพลเรือนทั่วประเทศประมาณ 381,000 คน ล้วนต้องทำตามกฎก.พ.นี้
ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการของทั้ง 19 กระทรวง ผู้ว่าฯ แต่จะไม่รวมครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย ทหาร ตำรวจ ผู้พิพากษา ตุลาการ หรือระหว่างข้าราชการกับผู้ร่วมปฏิบัติราชการ เช่น ลูกจ้างองค์การต่างๆ ผู้เสียหายจะกล้าออกมาร้องเรียนมากขึ้นไม่ว่าจะเกิดขึ้นในหรือนอกสถานที่ราชการ โดยไม่รู้สึกอับอายหรือกลัวเสื่อมเสียชื่อเสียงเหมือนในอดีตอีกต่อไป



