
2ขั้วอำนาจค้ำบัลลังก์รัฐบาลอภิสิทธิ์
ถึงเวลาที่เตรียมทหารรุ่น12 ผงาด ทั้งแม่ทัพสีกากี-แม่ทัพบก ต่างก็ใช่ใครอื่น ที่จะมาเป็นขุมกำลังสำคัญให้แก่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ในฐานะที่เป็นกลไกอำนาจรัฐอันสำคัญ และมีความหมายอย่างมากต่อการค้ำบัลลังก์อำนาจ
ไล่เรียงจาก “ผู้บัญชาการทหารบก” คนที่ 37 ที่เป็นไปตามความคาดหมายจากหลายสำนักทุกอย่างว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก หลังจากที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน 2553
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะเกมการเมืองที่นับวันมีการพัฒนาจน “กองทัพ” ตามไม่ทัน และตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ เองก็ไม่ได้รู้ทันเกมการเมืองมากนัก แม้ว่าจะเข้าไปเรียนรู้ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ “ปฏิวัติ-รัฐประหาร” เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงเหตุการณ์ “เผาบ้าน-เผาเมือง” เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
เป็นที่ทราบกันดีว่า ขุมกำลังสำคัญของกองทัพบก ต่างก็อยู่ในเงื้อมมือของ ตท.12 เพื่อนร่วมรุ่นของ "ประยุทธ์" เป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย ขยับมาเป็นเสนาธิการทหาร เพื่อรอจ่อคิวเป็น ผบ.ทหารสูงสุด คนต่อไป หลังจาก พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.ทหารสูงสุด เกษียณอายุราชการในปี 2554
พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก เป็นเสนาธิการทหารบก หลังจากโชว์ผลงานวางแผนกระชับพื้นที่จากเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
พอหันมาดูตำรวจนี่เป็นเพียงการวางฐานกำลังรบใหม่ทั้งหมด เพราะสถานการณ์บ้านเมืองข้างหน้ายังไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ที่แน่ๆ การแต่งตั้งโผโยกย้ายข้าราชการตำรวจปี 2553 ที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ที่มี พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเป็น ตท.12 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นอีกช็อตหนึ่งที่จะเข้ามาสมทบในการประคับประคองรัฐบาล
พล.ต.อ.วิเชียร เปิดใจว่า งานแรกที่จะเข้ามาทำก็คือการปรับปรุงพัฒนาให้โรงพัก จัดโครงการโรงพักดีเด่นของประชาชน ที่ผ่านมาโรงพักที่ได้รับเลือกอันดับ 1 คือ สน.บุคคโล รองลงมาคือ สภ.เมืองสมุทรปราการ ต่อไปก็จะมีการแข่งขันและพัฒนา จะมีการส่งประกวดที่ต่างประเทศด้วย
งานที่สอง เรื่องยาเสพติด ที่มีการระบาดทั่วประเทศ จะได้มีการกำชับไปตามพื้นที่ให้มีการเข้มงวดกวดขันมากขึ้น
งานที่สาม คือเรื่องคดีสองมาตรฐาน ที่ยังอยู่ในความสนใจของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และถนนราชประสงค์ ที่ต้องการคำตอบว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง
งานที่สี่ คือการบริหารองค์กรตำรวจ เพื่อลดความขัดแย้งแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย "ตำรวจมะเขือเทศ" ตำรวจสีนั้นสีนี้ เพื่อพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ในองค์กรตำรวจ
ส่วนการแต่งตั้งโยกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร ก็ยืนยันว่า การใช้หลักอาวุโส จะช่วยลดแรงเสียดทานจากเรื่องเด็กฝาก เรื่องความไม่เป็นธรรม
"เมื่อมารับตำแหน่งนี้ ยึดหลักให้ถูกต้องตามครรลอง ผมไม่กลัวว่าจะอยู่ไม่ครบเกษียณ เพราะถือว่าทำงานถูกต้องตามหลักการ เคารพในการตัดสินใจ ถ้ารู้ว่ามีการซื้อขายตำแหน่ง จะจับให้ได้ ฟันให้ดู"
เรื่องหนึ่งที่ว่าที่ ผบ.ตร.เตรียมจะลงมือทำอย่างจริงจังก็คือ การใช้สื่อ โดยเฉพาะสื่ออินเทอร์เน็ต ทั้ง เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ เพื่อสื่อสารกับประชาชน และสื่อสารไปยังนายตำรวจระดับปฏิบัติในพื้นที่
พล.ต.อ.วิเชียรยืนยันว่า ต้องมีทีมงานทำ แต่ถ้ามีเวลาก็จะตอบเอง เพื่อให้ประชาชนสัมผัสได้ และเรื่องร้องทุกข์ หรือข้อเสนอแนะจะได้รับการตอบสนอง ซึ่งตรงนี้จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ตำรวจ โดยผ่านการทำงานที่จริงจัง
ส่วนเครื่องการันตีที่ว่า พล.ต.อ.วิเชียร จะสามารถบริหารองค์กรตำรวจ รวมถึงแก้ปัญหาตำรวจ "มะเขือเทศ" ได้หรือไม่ อย่างไรนั้นอาจต้องย้อนดูประวัติและผลงานที่ผ่านมา ตลอดจนการวางตัวเป็นที่ยอมรับในแวดวงสีกากีมากน้อยแค่ไหน
พล.ต.อ.วิเชียร นอกจากจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 ของ พล.ต.อ.ประยุทธ์แล้ว ยังจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 28 (นรต.28) รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา (สบ 10) มือทำคดีสำคัญของรัฐบาลอยู่ในขณะนี้, พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.จิโรจน์ ไชยชิต ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง ผบก.น.5 พล.ต.ต.สุวิระ ทรงเมตตา รอง ผบช.ภ.2
ในด้านคุณวุฒิ พล.ต.อ.วิเชียร จบปริญญาโทถึง 3 สถาบัน คือปริญญาโท คณะพัฒนบริหารศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า), ปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาโท ด้านกฎหมายเศรษฐกิจ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รวมถึงผ่านหลักสูตร F.B.I. รุ่น 159, หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 388 และหลักสูตรบริหารงานตำรวจจากประเทศอังกฤษ อีกต่างหาก
ด้านการปฏิบัติราชการ เริ่มจากรอง สว.ผ.5 กก.สส.น. ก่อนย้ายไปเป็นรอง สว.ผ.ศึกษาอบรม กก.นผ.บก.อก.บช.น. รอง สว.ผ.1 กก.สส.น.ใต้ ผู้ช่วยนายเวรอธิบดีกรมตำรวจ จากนั้นได้เข้าไปเป็นนายตำรวจราชสำนักประจำและเติบโตอยู่ในสายนี้จนติดยศ "พล.ต.อ." เมื่อปี 2545
ถือว่าครองอาวุโสมาก่อนนายตำรวจระดับ พล.ต.อ.ทั้งหมด กระทั่งย้ายเข้ามาอยู่ในสายงานหลัก ตำแหน่งประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่ปรึกษา (สบ 10) และรอง ผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง ตามลำดับ
ช่วงที่ดำรงตำแหน่งรอง ผบ.ตร. ยังได้รับผิดชอบงานด้านรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง (ศรส.ลต.ตร.) ตลอดจนงานดูแลความสงบในการชุมนุมทางการเมือง ซึ่ง พล.ต.อ.วิเชียรสามารถโชว์ผลงานคุมเกมวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2550 ได้เป็นอย่างดี จนได้รับการยอมรับมาจนวันนี้
รวมทั้งเมื่อต้นปี 2552 ขณะย้ายเข้าสู่ตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ก็ยังได้ดูแลการเลือกตั้ง และการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยาน ทั้งนี้ แม้จะดูแลงานด้านความมั่นคง แต่ก็มีหลายครั้งที่ต้องควบคุมการชุมนุมทางการเมือง ก็ยังไม่เห็นร่องรอยความผิดพลาด
จากประวัติชีวิตราชการที่ไม่มีอะไรหวือหวามากนัก ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า แบบนี้แหละเหมาะสมกับตำแหน่ง ผบ.ตร. ยุคที่ต้องการความปรองดองสมานฉันท์
ผ่านการ "ทดลองงาน" มาแล้ว ในช่วงที่ทำหน้าที่รักษาราชการแทน ผบ.ตร. มาแล้วถึง 2 ครั้ง ช่วงที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ถูก "อภิสิทธิ์" แนะนำให้ลาไปราชการ เพื่อแก้ปัญหาภายใน สตช.
นี่อาจเป็นเหตุผลประกอบในการเลือก พล.ต.อ.วิเชียร
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งหนึ่งที่น่าจะ "การันตี" ให้รัฐบาลได้เลยทันทีก็คือ ฐานอำนาจ "ตำรวจ-ทหาร" ค้ำบัลลังก์ได้อย่างแข็งแกร่ง
ทีมข่าวความมั่นคง



