
ศาลปค.มีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาต2มาบตาพุด
ศาลปกครองปลดล็อกมาบตาพุด ไม่เข้าข่าย 11 ประเภทกิจการรุนแรงเดินหน้าต่อได้ สั่งถอนใบอนุญาต 2 โครงการปิโตรเคมี ของ ปตท. และไทยพลาสติกฯ ขณะที่เอ็นจีโอเตรียมเดินหน้าอุทธรณ์ พร้อมยื่นฟ้องให้เพิกถอนประกาศ 11 กิจการรุนแรง
เมื่อวันที่ 2 กันยายน ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาคดีที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ร่วมกับชาวบ้านมาบตาพุด จ.ระยอง 43 ราย ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.), รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, รมว.อุตสาหกรรม, รมว.พลังงาน, รมว.คมนาคม, รมว.สาธารณสุข และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-8 กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2552 ที่อนุญาตให้มีการออกใบอนุญาตแก่โรงงาน โดยไม่ได้ยึดหลักตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 67 ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ขอให้ศาลมีคำสั่งระงับโครงการ หรือกิจกรรมใดที่จะก่อสร้าง 76 โครงการในเขตมาบตาพุด บ้านฉาง จ.ระยอง และใกล้เคียง ไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
คำพิพากษาโดยสรุประบุว่า เมื่อปรากฏว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2553 เห็นชอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศประเภท ขนาด และวิธีปฏิบัติสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ เพื่อให้การเป็นไปตามมาตรา 67 วรรคสอง
ดังนั้นศาลจึงพิพากษาให้เพิกถอนใบอนุญาตที่ออกให้แก่โครงการหรือกิจกรรมที่ถูกกำหนดให้เป็นประเภทโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดประเภท ขนาดและวิธีปฏิบัติสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน จะต้องจัดทำรายงาน
การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2553 ซึ่งดำเนินการไม่ครบถ้วนตามมาตรา 67 วรรคสอง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคำพิพากษา และให้คำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองกลาง ลงวันที่ 29 กันยายน 2552 ซึ่งแก้ไขโดยคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 592/2552 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2552 เป็นอันสิ้นสุดลงนับแต่วันที่มีคำพิพากษานี้ แต่ยังคงให้มีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาในโครงการหรือกิจกรรมตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีผลบังคับต่อไป จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ส่วนคำขออื่นให้ยก
นายบัญญัติ วิสุทธิมรรค อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า กรณีที่ศาลปกครองกลางได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตโครงการที่กระทบรุนแรงต่อชุมชน พบมีเพียง 2 โครงการที่อยู่ในโครงการเพิกถอนใบอนุญาต ทำให้โครงการส่วนใหญ่ดำเนินการต่อไปได้
โดยศาลปกครองกลางยังได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลางที่มีก่อนหน้านี้ ที่ระงับการดำเนินกิจกรรมชั่วคราวของ 76 โครงการในมาบตาพุดด้วย โดยให้มีผลทันที ดังนั้นจากนี้ไปโครงการที่ไม่ติดอยู่ในประเภทกิจการรุนแรงตามประกาศภาครัฐก็สามารถดำเนินการต่อไปได้
สำหรับ 2 โครงการที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ได้แก่ โครงการโรงงานผลิตเอทิลีน ออกไซด์และเอทิลีนไกลคอล (ส่วนขยาย) ของบริษัท ทีโอซี ไกลคอล จำกัด ของ บมจ.ปตท.เคมิคอล โครงการขยายกำลังการผลิตไวนิลคอลไรด์โมโนเมอร์ของโรงงานที่ 1 และโรงงานที่ 2 ของ บมจ.ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า หลังจากศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา ได้สั่งให้นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ทำหนังสือแจ้งไปยังกรมโรงงานอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อตรวจสอบกิจการทั้งหมด และเทียบเคียงกับประกาศประเภทกิจการรุนแรง 11 กิจการ รวมทั้งให้ฝ่ายกฎหมายศึกษารายละเอียดแล้วพิจารณาว่ากิจการใดเข้าข่ายรุนแรง ต้องดำเนินการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ)
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หากกระทรวงอุตสาหกรรมต้องเป็นผู้ชี้ว่าโครงการใดเข้าข่ายรุนแรง อาจต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาโครงการ แต่ถ้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ชี้ว่าโครงการใดเข้าข่ายรุนแรงก็ต้องให้ผู้ประกอบการส่งเรื่องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแจ้งว่าเข้าข่ายรุนแรงหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการประสานงานและให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง โดยจะหารือร่วมกันในวันที่ 3 กันยายน
ขณะที่ นายศรีสุวรรณ ซึ่งไม่ได้เข้ารับฟังคำตัดสินของศาลปกครองกลาง กล่าวว่า ได้รับทราบผลการตัดสินจากเครือข่ายระยองแล้ว ถือว่าเป็นชัยชนะของชาวบ้านในแง่ของการรับรองสิทธิชุมชนตามกฎหมาย แต่ยังไม่พอใจคำตัดสิน เนื่องจากการนำมติ ครม.เกี่ยวกับโครงการรุนแรง 11 กิจการที่ออกมาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้ยึดและพิจารณาตัดสินคดี เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบ เพราะศาลได้มีหนังสือมาบอกคู่กรณีว่า การสอบข้อเท็จจริงสิ้นสุดลงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
ขณะที่มติ ครม.ประกาศ 11 กิจการรุนแรง เพิ่งออกมาได้เพียง 2-3 วัน ดังนั้นจะส่งผลให้ 76 โครงการที่ชาวบ้านยื่นฟ้องให้ปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ 2550 หลุดทั้งหมด
"แม้ตุลาการเสียงข้างมากจะระบุอยากให้ถึงขั้นมีการถอนใบอนุญาตโครงการที่ถูกยื่นฟ้อง ส่วนที่ไม่เข้าข่ายก็ให้ดำเนินการต่อไป จะเป็นเรื่องที่ถูกต้องก็ตาม แต่ถ้าดูจากคำตัดสินของศาลปกครองกลางยังไม่พอใจ คงต้องเดินหน้าสู้อุทธรณ์ในศาลปกครองสูงสุดต่อไป และจะยื่นฟ้องเพื่อขอให้เพิกถอน 11 กิจการรุนแรงไปพร้อมกัน ไม่เช่นนั้นจะไม่มีบรรทัดฐานเลย" นายศรีสุวรรณ กล่าว
นายสุทธิ อัชฌาศัย แกนนำเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า พอใจเพียงกรณีที่ศาลยอมรับสิทธิชุมชนตามมาตรา 67 วรรคสองเท่านั้น แต่ยังไม่พอใจผลทางคดี เนื่องจากเป็นการตัดสินที่กำกวมและให้เหตุผลแบบแปลกๆ มีการใช้คำอธิบายที่เยิ่นเย้อเกินไป และสุดท้ายทำให้โครงการจำนวนมากหลุดจากการต้องปฏิบัติตามมาตรา 67 ดังนั้นจะเร่งประเมินรายละเอียดว่า โครงการไหนที่ยังติดล็อกอยู่ และโครงการไหนที่หลุดไป พร้อมทั้งจะหารือกันว่าชาวบ้านจะเดินหน้าอุทธรณ์คดีต่อไปอย่างไร



