
บทความพิเศษ-ทางออกประเทศไทย สดใส หรือลางเลือน
เชื่อกันว่าสถานการณ์ทางการเมืองหลังศึกซักฟอกรัฐบาลผ่านไป จะเพิ่มดีกรีความร้อนแรงขึ้นตามลำดับและเสี่ยงที่นำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง เป็นสงครามขั้นแตกหักที่คนเสื้อแดงยกระดับเป็นสงครามขับไล่รัฐบาล
และอาจมองได้ว่าเป็นการสู้แบบเลือดเข้าตาอย่างไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว และดูเหมือนว่าขณะนี้ก็น่าจะเป็นช่วงที่รัฐบาลต้องอยู่ในสภาพการตั้งรับต่อศึกประชิดทำเนียบของคนเสื้อแดงอีกรอบ หลังพักยกมาแต่ครั้งการประชุมอาเซียนที่แล้วมา ศึกครั้งนี้จะจบเร็วกว่าที่คาดหรือไม่ยังไม่มีใครกล้าออกมาฟันธงและคอนเฟิร์มได้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ การที่ได้เห็นการสนธิกำลังของฝ่ายความมั่นคงทั้งตำรวจและทหารจำนวนไม่น้อย ที่ต่างออกมายืดเส้นยืดสายด้วยการซ้อมยิงปืนขย่มขวัญของคนเสื้อแดงนั้น ก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่าศึกนี้อาจจะขยายวงกว้างเป็นแดงกับเขียวและกากีอีกด้าน สงสารก็แต่คนไทยที่รักของทั้งสองฝ่ายที่ต่างเป็นไทยด้วยกัน
ยิ่งการเปิดแนวรบรอบด้านของอดีตนายกฯ ผ่านวิดีโอลิงก์ ที่ล่าสุดทิ่มแทงไปสู่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี อันนำไปสู่ความน่าสนใจต่อการดำรงอยู่ของคนเสื้อแดงในห้วงถัดไป ที่ผ่านมานั้นสร้างความหวั่นใจแก่หลายๆ ฝ่าย โดยเฉพาะ “แผนตากสิน” ที่ถูกเปิดออกมานั้น ดูเหมือนว่าการเคลื่อนไหวแบบ 3 ประสาน ที่มุ่งทำลายภาพลักษณ์ความชอบธรรมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ รอจนสถานการณ์สุกงอม แล้วอาศัยม็อบเสื้อแดงเป็นหัวหอกในการเคลื่อนไหวมวลชนจุดชนวน ให้ไฟสงครามประชาชนลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมือง จนรัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศต่อไปได้ในที่สุดนั้น น่ากังวลไม่น้อย
แม้สถานการณ์ล่าสุด ราษฎรอาวุโสอย่าง ศ.ประเวศ วะสี จะแนะทางออกวิกฤติด้วยยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งว่า การแก้วิกฤติชาติต้องมียุทธศาสตร์ 10 ข้อ คือ 1.สร้างจิตสำนึกใหม่และศักดิ์ศรีของตัวเอง 2.สร้างสังคมเข้มแข็งจากการร่วมกันคิดร่วมกันทำ 3.สร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นโดยยึดเศรษฐกิจสัมมาชีพ 4.สร้างระบบสวัสดิการสังคม 5.อนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม 6.พัฒนาโครงสร้างทางกายภาพและพลังงานชุมชน 7.ความปลอดภัย ความยุติธรรม และสันติภาพ 8.ระบบการสื่อสาร 9.ระบบสุขภาพ และ 10.การศึกษาของท้องถิ่น แล้วก็ตาม
ทางออกประเทศไทยก็ดูเหมือนยังไม่ค่อยมีเท่าไร เพราะสิ่งที่ท่านเสนอต่อสังคม แม้จะรับรู้ได้ว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ดูเหมือนคู่กรณีสองสีนั้นยากจะนำไปปฏิบัติได้ เพราะทุกอย่างถูกมองเป็นเรื่องที่มีการเมืองโยงใยอยู่ข้างหลัง อย่างยากที่จะแยกจากกันได้ในระนาบการเมืองกับความยุติธรรมที่จำเป็นต้องมีเกณฑ์เดียวกัน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้อาจถูกนำไปขยายผลด้านอื่นๆ รวมถึงเรื่องของสิทธิมนุษยชนสากลและรัฐธรรมนูญในแนวราบต่ออีกทอดหนึ่ง
เมื่อท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ ใช้แนวทางดับเบิลประชานิยมสูตรดั้งเดิมยี่ห้อไทยรักไทย แม้จะมองมุมว่าเพื่อก้าวไปให้ถึงรัฐสวัสดิการนิยมตามนโยบายที่พยายามแถลงออกมานั้นก็ยากที่จะฟังขึ้น นายกฯ รูปหล่อที่แบกความคาดหวังจากสังคม จะฝ่าแรงบีบคั้นรอบด้านทั้งการเมืองและเศรษฐกิจไปได้หรือไม่ เมื่อ "อภิสิทธิ์ วัน" กำเนิดแล้ว "อภิสิทธิ์ ทู" จะมีต่อไปหรือเปล่า? หรือจะจบเห่เร็วกว่าที่คิด สถานการณ์ศึกแดงประชิดทำเนียบ ก็เป็นปัจจัยชี้วัดด้วย
ลึกๆ แล้ว ยังคงมีความหวังว่า รัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่ผ่านประสบการณ์ทางการเมืองมามากกว่าพรรคการเมืองใดๆ ในประเทศ จะรักษาโอกาสที่สังคมมอบให้เพื่อประคับประคองสถานการณ์ทางการเมืองไปอีกระยะหนึ่งได้ อย่างน้อยเพื่อทำหน้าที่แก้วิกฤติเศรษฐกิจชาติในขณะนี้ แต่ถ้ารัฐบาลยังทำงานชนิดออกทะเลบ่อยๆ หาทีมไม่เจอ และเผลอทำพลาดเสียเอง รัฐบาลที่ดูเหมือนจะมีแรงหนุนรอบด้าน และมีต้นทุนจากฮีโร่อาจกลายเป็นซีโร่ก็ได้ เพราะสถานการณ์การประชุมรัฐสภาขณะนี้ ไม้เด็ดนับองค์ประชุมที่ฝ่ายค้านงัดมาใช้กับรัฐบาลนั้น ทำให้การพิจารณาญัตติของรัฐบาลสะดุดอยู่บ่อยๆ จนทำให้นายกฯ อภิสิทธิ์ เครียดได้ไม่น้อย ศึกในคือการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพิ่งผ่านพ้นไป พร้อมกับการกลับมาลุ้นอีกครั้งกับการยุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่ฝ่ายค้านกำลังดำเนินการอยู่
รัฐบาลจะมีเวลาทำงานอีกมากน้อยแค่ไหน การเมืองของประเทศไทยจะสดใสหรือยังจะคงมืดบอดต่อไป ความร่วมมือร่วมใจของพรรคร่วมรัฐบาลจะฝ่าวิกฤติที่ซ้อนเป็นชั้นๆ กันอยู่ไปได้หรือไม่ แรมโบ้ ณ แดนไกล จะมีอิทธิฤทธิ์ยิงถล่มคู่กรณีได้อีกนานแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ศึกนอกสภาของรัฐบาลเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ผศ.ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล
มหาวิทยาลัยศรีปทุม



