
เมเจอร์ก้าวสู่ยุค"ดิจิทัล"ดึงเทคโนโลยีใหม่3มิติใหม่ลงตลาด
ความนิยมในภาพยนตร์ 3 มิติ เรื่อง อวตาร ได้ปลุกกระแสให้คนสนใจชมดูภาพยนตร์ 3 มิติกันมากขึ้น นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของวงการภาพยนตร์โลกและของไทย ทำให้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ในบ้านเราตื่นตัว นำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเพื่อรองรับภาพยนตร์ 3 มิติที่นับวันจะมีเพิ่มมากข
วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการธุรกิจโรงภาพยนตร์รายใหญ่ กล่าวถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีการผลิตภาพยนตร์ว่า ปัจจุบันผู้ผลิตภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ในการผลิต และยังใช้เทคโนโลยี 3 มิติของไอแมกซ์เข้ามาทำการผลิตภาพยนตร์กันเป็นจำนวนมาก ทำให้มีหนังฮอลลีวู้ดเข้าฉายในโรงไอแมกซ์มากขึ้น
อีกทั้งยังเป็นหนังฟอร์มยักษ์แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ พอตเตอร์, แบทแมน : ดาร์ก ไนท์, อลิส อิน วันเดอร์แลนด์ และคริสต์มาส แครอล หรือเป็นหนังการ์ตูน เช่น เชร็ค ฟอร์เอเวอร์ แอนด์ อาฟเตอร์ และ ทอย สตอรี่ 3 เป็นต้น ส่วนเรื่องที่ทำเงินมากที่สุดคือ อวตาร ซึ่งได้สร้างความฮือฮา และปลุกกระแสให้คนเข้ามาชมหนังระบบ 3 มิติกันมากขึ้น
“กระแสของหนัง 3 มิติที่กำลังมา ทำให้รายได้ของโรงภาพยนตร์กรุงศรี ไอแมกซ์ เติบโตเพิ่มมากขึ้นด้วย บริษัทจึงเห็นโอกาสในการทำตลาดของโรงหนังในระบบไอแมกซ์ ดิจิทัล 3 มิติด้วย ซึ่งจะแตกต่างจากโรงภาพยนตร์กรุงศรี ไอแมกซ์ ที่พารากอน ซีนีเพล็กซ์ คือ จะมีความคมชัดมากกว่า ระบบเสียงกระหึ่มและคมชัด โดยบริษัทมีแผนที่จะนำระบบใหม่ที่ว่านี้เข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทย ตั้งเป้า 5 สาขาภายในระยะ 4 ปี ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด” วิชา กล่าว
โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนแห่งละ 40-50 ล้านบาท สาขาแรกนั้นจะประเดิมเปิดที่เมเจอร์ รัชโยธิน ซึ่งจะเปิดในเดือนกันยายนนี้ ถัดไปคือเดือนตุลาคมปีเดียวกันนี้จะเปิดที่เมเจอร์ ปิ่นเกล้า และปีหน้าจะขยายไปที่ จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้ เพื่อรองรับหนังฟอร์มยักษ์อีกหลายเรื่องที่จะเข้ามาฉายในปลายปีนี้เป็นต้นไป เช่น เรสซิเด้นท์ อีวิล และแฮร์รี่ พอตเตอร์ ส่วนปีหน้าก็จะมีอีกหลายเรื่อง เช่น สไปเดอร์แมน 4, มาดากัสการ์ 3, แบทแมน 3, ทรานสฟอร์เมอร์ 3 เป็นต้น
วิชากล่าวด้วยว่า ทางไอแมกซ์ได้นำเทคโนโลยี 3 มิติเข้ามาไว้ที่เมเจอร์ รัชโยธิน เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว และหนังที่นำเข้ามาฉายส่วนใหญ่จะเป็นสารคดีทั้งหมด แต่ปัจจุบัน สามารถรองรับหนังฮอลลีวู้ดได้ทั้งหมดแล้วเช่นกัน จากก่อนหน้าจะสามารถฉายได้แค่บางเรื่องเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าคาดว่าจะมีหนัง 3 มิติ ให้เลือกอยู่ 55 เรื่อง แต่จะสามารถเลือกฉายได้จริงประมาณ 14-15 เรื่อง และคงจะไม่มีหนังสารคดีอีกแล้ว เนื่องจากโรงหนังไม่เพียงพอ และสารคดีที่นำเข้ามาฉาย ก็ทำเงินได้ไม่เท่ากับหนังฮอลลีวู้ด
อย่างไรก็ตาม เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมเข้ามาดูหนัง 3 มิติกันมากขึ้นนั้น ในด้านของราคาตั๋วก็จะลดลงด้วย โดยจะลดเหลือที่นั่งละ 250 บาท จากปกติสาขาที่สยามพารากอนราคาจะอยู่ที่นั่งละ 350 บาท ซึ่งการปรับลดราคาลงก็เพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ยังจะมีการทำโปรโมชั่นเป็นรายกลุ่มลูกค้าเหมือนกับการทำโปรโมชั่นกับโรงภาพยนตร์ทั่วไปในเครือด้วย เช่น ตั๋วสำหรับเด็ก ตั๋วสำหรับเด็กนักเรียน
ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กล่าวถึงการลงทุนในปี 2554 ด้วยว่า บริษัทยังได้เตรียมงบประมาณอีก 1,000-1,200 ล้านบาท เพื่อลงทุนขยายโรงภาพยนตร์ และปรับเปลี่ยนโรงภาพยนตร์จากปกติเป็นระบบดิจิทัล รองรับกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมภาพยนตร์เข้าสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งเชื่อว่าจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นในปีหน้า โดยจะเพิ่มโรงหนังอีก 30-40 โรง เป็นโรงหนังในระบบดิจิทัลอีก 20 โรง จากทั้งหมด 370 โรงทั่วประเทศ
นอกจากนี้ จะเปลี่ยนให้เป็นระบบดิจิทัลให้ได้ 40% ของโรงภาพยตร์ทั้งหมด อีกทั้งยังมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่โครงการเมกะ บางนา ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณราว 800-1,000 ล้านบาท
"ต้องยอมรับปัจจุบันทางฮอลลีวู้ดได้เปลี่ยนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของโลกไปหมด จากที่เคยใช้ฟิล์ม 35 มม. ก็เปลี่ยนเป็นแบบดิจิทัล เพื่อเรียกให้คนออกมาดูหนังในโรงภาพยนตร์มากขึ้น ซึ่งมองว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ฟิล์ม 35 มม. ส่วนแบ่งตลาดหรือมาร์เก็ตแชร์จะลดลงเหลือประมาณไม่เกิน 30% ของตลาด และแม้ว่าเทคโนโลยีของบลูเรย์จะพัฒนามากขึ้น แต่ก็สมจริงสู้กับโรงภาพยนตร์แบบ 3 มิติไม่ได้" วิชากล่าว



