ข่าว

นายกฯถกด่วนบาทแข็งรอบ26เดือนพบผู้ส่งออกแห่ขายดอลล์-เงินเฟ้อส.ค.พุ่ง 3.3%

นายกฯถกด่วนบาทแข็งรอบ26เดือนพบผู้ส่งออกแห่ขายดอลล์-เงินเฟ้อส.ค.พุ่ง 3.3%

02 ก.ย. 2553

นายกฯ นัดถกด่วนครม.เศรษฐกิจชุดเล็ก หลังเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทำสถิติใหม่รอบ 26 เดือน เหตุผู้ส่งออกแห่เทขายดอลลาร์ปิดความเสี่ยง ด้านพาณิชย์เผยเงินเฟ้อเดือนส.ค.ขยับ 3.3% พบราคาหมวดอาหาร-เครื่องดื่มขยับสูงขึ้น เชื่อสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาก.ย.ไม่กระทบเงิ

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ชุดเล็ก เวลา 07.00 น. วันที่ 2 กันยายน เพื่อหารือถึงปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี หลังจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 1 กันยายน แข็งค่าทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ในรอบ 26 เดือน แตะที่ระดับ 31.21 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการแข็งค่าตามสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นผลมาจากเม็ดเงินทุนไหลเข้าในประเทศ

 แหล่งข่าวกล่าวว่า สาเหตุที่ค่าเงินบาทและค่าเงินภูมิภาคปรับตัวแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาคนี้ออกมาค่อนข้างดี นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตุว่าผู้ส่งออกมีความกังวลเกี่ยวกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกว่าจะฟื้นตัวจริงหรือไม่ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ขณะที่การไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศยังมีต่อเนื่อง ผู้ส่งออกจึงเทขายดอลลาร์สหรัฐกันมากขึ้น หลังจากที่ได้รับเงินจากการขายสินค้า ขณะที่ผู้นำเข้าชะลอการซื้อดอลลาร์

 "ผู้ส่งออกและนำเข้าตกใจกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการปิดความเสี่ยงกันมาก หลังจากที่ค่าเงินบาทหลุดกรอบ 31.40 บาทต่อดอลลาร์ และเชื่อว่าแนวโน้มค่าเงินยังแข็งค่า ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากเศรษฐกิจในเอเชียที่แข็งแกร่งทำให้มีเงินไหลเข้ามาในเอเชีย ซึ่งปลายปีอาจจะแข็งค่าสุดที่ 30-31.50 บาทต่อดอลลาร์" แหล่งข่าวกล่าว

 ด้านนายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ แถลงตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรือเงินเฟ้อ ประจำเดือนสิงหาคม 2553 ว่าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 3.3% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการสูงขึ้นของดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 7.5% จากราคาข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้งเพิ่มสูงขึ้น 12.2% เนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น 4.2% ส่งผลให้เงินเฟ้อระยะ 8 เดือน เพิ่มขึ้นแตะเพดานเป้าหมายที่ 3.5% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น 20% ค่าน้ำประปาเพิ่มขึ้น 46.1% และค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 1.6%

 "เงินเฟ้อยังอยู่ในเกณฑ์ ที่คาดว่าทั้งปีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 3-3.5% ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจากไตรมาส 2 ซึ่งขยายตัวถึง 9.1% อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสิ้นเดือนกันยายนนี้ เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการปรับราคาต้องมีเหตุผลและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์อย่างเข้มงวด" นายยรรยงกล่าวและว่า ล่าสุดผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ก็ยืนยันแล้วว่าจะไม่ปรับราคาไปจนถึงสิ้นปีนี้