
สศช.ห่วงหนี้ปชช.เพิ่ม1.34แสน/ครัวเรือน
สศช.พบหนี้ภาคครัวเรือนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ระบุปี 52 จำนวน 1.34 แสนบาทต่อครัวเรือน ขณะที่หนี้ในระบบยังไม่มีความเป็นธรรม โดยเฉพาะการติดตามหนี้ แนะใช้กลไกไกล่เกลี่ยลดคดีเข้าสู่ศาล
นางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่หนี้ในระบบยังมีปัญหาความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น โดยจากการสำรวจพบว่า หนี้สินภาคครัวเรือนในปี 2552 มีสูงถึง 134,699 บาทต่อครัวเรือน หรือเพิ่มขึ้น 7.4% จากการสำรวจครั้งก่อน แม้ว่าสัดส่วนครัวเรือนที่มีหนี้จะลดลงเหลือเพียง 60.9% แต่ก็พบว่าผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการผลิตมีจำนวนหนี้เพิ่มขึ้นถึง 15.6% ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นเพียง 3.8% ชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการชำระหนี้ลดลง
อย่างไรก็ตาม หนี้ภาคครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบ 82.4% หนี้นอกระบบ 7.9% และเป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบ 9.7% โดยแบ่งเป็นจำนวนหนี้ในระบบ 127,715 บาทต่อครัวเรือน และหนี้นอกระบบ 6,984 บาทต่อครัวเรือน
ทั้งนี้ กลุ่มที่มีรายได้น้อยมีสัดส่วนหนี้นอกระบบต่อหนี้ทั้งหมดสูงกว่ากลุ่มที่มีรายได้มาก และมีปัญหาการชำระหนี้สูงกว่าในกลุ่มผู้มีรายได้มาก ขณะที่ปัญหาหนี้นอกระบบพบว่า ลูกหนี้ต้องรับภาระดอกเบี้ยสูงและมีการถูกข่มขู่ทำร้ายจากการทวงหนี้ ซึ่งขณะนี้ภาครัฐได้แก้ไขโดยการแปลงหนี้นอกระบบเป็นหนี้ในระบบ โดยจดทะเบียนลูกหนี้ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 1.18 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้รวม 1.22 แสนล้านบาท โดยได้อนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 3.6 แสนราย และเป็นเงินให้กู้ 33,400 ล้านบาท
สำหรับหนี้ในระบบพบว่ายังมีปัญหาความไม่เป็นธรรมเรื่องสัญญาเงินกู้ สัญญาจำนอง การขายสินทรัพย์ในราคาต่ำ การคิดดอกเบี้ยจากการชำระไม่ตรงเวลาในอัตราที่สูงกว่าสัญญา ในกรณีบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล หากผิดนัดชำระหนี้มีการคิดเบี้ยปรับและค่าใช้จ่ายในการติดตามหนี้ที่สูงมาก หากยังไม่สามารถชำระหนี้ได้จะถูกนำไปเป็นเงินต้นในการคิดดอกเบี้ยงวดต่อไป รวมทั้งการผ่อนชำระจะหักค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก่อนทำให้เงินต้นลดลงน้อย ทำให้ลูกหนี้บางส่วนหยุดการชำระหนี้และรอเข้าสู่ศาลเพื่อขอลดหย่อนดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม หากมีกลไกเจรจาไกล่เกลี่ย ลดเบี้ยปรับ และค่าใช้จ่ายให้เหมาะสม จะช่วยลดความสูญเสีย และลดคดีที่จะเข้าสู่ศาล รวมทั้งต้องเร่งให้ความรู้กับผู้บริโภคในเรื่องของสิทธิตามกฎหมาย และการจำกัดให้มีบัตรเครดิตสูงสุดตามเงินเดือน เพื่อลดความเสี่ยงการใช้หนี้จากการมีบัตรเครดิตหลายใบ ซึ่งประชาชนและสังคมจำเป็นต้องสร้างค่านิยมการออม ลดพฤติกรรมฟุ่มเฟือย และมีวินัยทางการเงิน เพื่อลดปัญหาหนี้สิน



