
ขาดน้ำเมื่อน้ำท่วม
ผมเกิดและเติบโตมาที่บ้านริมน้ำท้ายเขื่อน จึงคุ้นเคยกับน้ำท่วมบ้านเกือบทุกปี ท่วมแต่ละครั้งสูงจากพื้นดินไม่น้อยกว่าหนึ่งเมตร ทำให้ต้องอพยพขนย้ายทั้งสิ่งของและผู้คนกันจ้าละหวั่นทุกครั้งไป แม้ว่าเมื่ออยู่ในวัยเด็กจะรู้สึกสนุกสนานกับน้ำท่วมอยู่บ้าง ค่าที่มีโอ
คนที่อาศัยอยู่ท้ายเขื่อนหรือด้านใต้เขื่อนแบบผม ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนในสังกัดของกรมชลประทาน หรือเขื่อนในสังกัดของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต มักจะมีความรู้สึกต่อเขื่อนตรงกันว่า พอถึงฤดูแล้งเขื่อนก็จะกักน้ำเอาไว้ ไม่ยอมปล่อยมาให้ชาวบ้านท้ายเขื่อนได้ใช้ ด้วยข้ออ้างว่าเดี๋ยวจะไม่มีน้ำสำรองเพียงพอ
ส่วนพอถึงฤดูฝนน้ำมาก เขื่อนกลับปล่อยน้ำออกมาท่วมเรือกสวนไร่นาของชาวบ้านท้ายเขื่อน ด้วยข้ออ้างว่าขืนไม่ปล่อยน้ำทิ้งออกไปบ้าง เดี๋ยวเขื่อนแตกขึ้นมาจะลำบาก คนท้ายเขื่อนอย่างผมจึงมีทัศนคติที่เป็นลบต่อเขื่อนมาจนทุกวันนี้
ถึงเวลาที่น้ำท่วมแต่ละครั้ง หน่วยงานราชการทั้งหลายมักจะระดมขอรับบริจาคสิ่งของไปช่วยคนน้ำท่วม โดยของที่ได้รับกันเป็นประจำตั้งแต่ผมยังเด็ก หนีไม่พ้นอาหารกระป๋อง, เสื้อผ้าทั้งใหม่และใช้แล้ว, ข้าวสาร ฯลฯ ซึ่งบางอย่างก็ไม่มีประโยชน์ต่อคนที่ถูกน้ำท่วมแม้แต่น้อย
ยกเว้นแต่ของที่ได้จากหน่วยงานในท้องถิ่นหรือจากนักการเมืองในท้องถิ่น ซึ่งได้รับรู้โดยตรงว่าคนในพื้นที่ซึ่งถูกน้ำท่วมต้องการอะไรบ้าง ของบริจาคจากหน่วยงานหลังนี้ส่วนใหญ่จะถูกใจคนถูกน้ำท่วมมากกว่า
ผมไม่รู้ว่าปีนี้จะเกิดภาวะน้ำท่วมขึ้นในพื้นที่ใดบ้าง แต่หากจะมีการขอบริจาคสิ่งของไปช่วยคนที่ถูกน้ำท่วม ก็อยากจะให้ทำการสำรวจความต้องการของคนในพื้นที่ให้ดี
ว่าสิ่งที่เขาต้องการเป็นอย่างมากเรียงตามลำดับมีอะไรบ้าง สิ่งของที่บริจาคไปจะได้ไม่เสียหาย หรือถูกทิ้งขว้างไปโดยเปล่าประโยชน์
ครึ่งชีวิตที่ผมอยู่กับน้ำท่วมบ้านมานั้น ทำให้ผมรู้ดีว่าความเดือดร้อนแสนสาหัสที่สุดคือน้ำสะอาดสำหรับดื่มกินและทำอาหาร เพราะแม้ว่าในขณะน้ำท่วมจะมีปริมาณน้ำมากมาย แต่ก็ล้วนแต่เป็นน้ำสกปรกที่ไม่เหมาะสม สำหรับการนำมาดื่มกินด้วยวิธีใดๆ ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่น้ำท่วมผ่านระดับสูงสุดไปแล้ว น้ำจะทรงอยู่กับที่ระยะเวลาหนึ่งทำให้น้ำนิ่งขังจนเน่าเสียขึ้นมา ไม่สามารถแม้แต่จะสูดดมเข้าไปได้ด้วยซ้ำ
สิ่งสำคัญประการถัดมาคือห้องสุขาสำหรับการถ่ายหนักเบา เพราะบ่อเกรอะของส้วมชั้นดีประจำบ้านทุกบ้านถูกน้ำท่วมเอ่อ จนไม่สามารถรองรับของเสียที่ถ่ายลงไปได้ ชาวบ้านที่อยู่กับน้ำท่วมขังจำนวนมาก จึงหันไปใช้วิธีการถ่ายหนักและเบาลงน้ำ ซึ่งทำให้เกิดการระบาดของโรคต่างๆ ขึ้นมา
สิ่งสำคัญประการสุดท้ายที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องการ คือยารักษาโรคต่างๆ ทั้งโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ, โรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหาร, โรคที่มากับน้ำเช่นน้ำกัดเท้า และโรคที่เกิดจากสัตว์เลื้อยคลาน หนีน้ำมาขบกัดเพราะแย่งที่อยู่อาศัยกับคน โรคเหล่านี้กับภาวะน้ำท่วมกลายเป็นของคู่กันไปเสียแล้ว
ผมก็ได้แต่หวังว่าปีนี้และปีต่อๆ ไป ประเทศไทยคงจะเกิดภาวการณ์น้ำท่วมน้อยลง ถ้าคิดเข้าข้างตัวเองแบบคนเห็นแก่ตัว ก็ต้องบอกว่าน้ำน่าจะย้ายไปท่วมที่ประเทศอื่นบ้าง และผู้ที่รับผิดชอบเขื่อนทั้งหลายคงจะได้ใช้สติปัญญาในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมานะครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



