ข่าว

 ข้อสังเกตเบื้องต้นว่าด้วยผลคะแนนการเลือกตั้ง ส.ก. และ ส.ข.

ข้อสังเกตเบื้องต้นว่าด้วยผลคะแนนการเลือกตั้ง ส.ก. และ ส.ข.

02 ก.ย. 2553

ถ้าเสียงบ่นของคนจำนวนไม่น้อยนั้นว่าด้วยเรื่องของจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภาเขต ผมว่าเรื่องที่ลึกกว่านั้นก็คือ สื่อมวลชนสนใจที่จะรายงานข่าวเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหนกันล่ะครับ ?

 คำตอบของผมก็คือ สื่อไม่ได้มีความสนใจที่จะรายงานข่าวเรื่องการเลือกตั้ง ส.ก. และ ส.ข. อย่างจริงจังด้วยแหละครับ ไม่ได้มีรายการพิเศษอะไรเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งที่ถ้ามีการอภิปรายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ก็อาจจะเป็นตัวแบบที่ดีในการปลุกกระแสของการกระจายอำนาจในจังหวัดอื่นๆ ก็ได้ ไม่ใช่แค่มองแต่ในประเด็นว่าจะเป็นเรื่องของการครองพื้นที่ข่าวของชาวกรุงเทพมหานคร (ถ้าคุณไม่ได้ทำข่าวการเลือกตั้ง ส.ก. และ ส.ข. อย่างเป็นระบบก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องใช้พื้นที่ในการทำข่าวเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเช่นกันครับ)

 อะไรบ้างที่น่าจะเป็นข่าวที่จริงจังในเรื่องของ ส.ก. หรือ ส.ข.? คำตอบก็เช่นเรื่องของการอธิบายว่าเขตไหนที่มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ไม่ใช่อธิบายแค่ตัวเลขรวมอย่างเดียว หรือมีการทำข่าวว่าหน้าที่ของ ส.ก. หรือ ส.ข. นั้นมีอะไรบ้าง

 เอาล่ะครับ บ่นไปก็เท่านั้น เดี๋ยวลองทำทีหลังก็แล้วกันครับ มาสู่เรื่องที่เป็นภาพรวมๆ ของผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ก็แล้วกัน

 หนึ่ง ชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์นั้นเป็นเรื่องที่น่าจะเกี่ยวข้องกับกระแสการเมืองชาติอยู่ด้วย แต่ยังมองไม่เห็นหลักฐานที่ชัดเจนมากนัก

 ส่วนเรื่องที่น่าจะคาดเดาได้มากกว่าก็คือ คนจำนวนมากเลือกพรรคประชาธิปัตย์ น่าจะมาจากผลประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขาเองด้วย ในแง่ที่ว่า รัฐบาลท้องถิ่นในรูปแบบกทม.นั้นเป็นรัฐบาลที่มุ่งหวังให้มีฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง ดังนั้นการจะมีส.ก. และ ส.ข. ที่มาจากพรรคอื่นนั้น ก็อาจทำให้การขับเคลื่อนนโยบายและโครงการของผู้ว่าฯ ที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์นั้นทำได้ช้า

 ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องระวังก็คือ กทม.กำลังจะกลายเป็นกระทรวงที่ 21 ที่พรรคประชาธิปัตย์ยึดครอง เพราะน่าจะมีการผ่องถ่ายบุคลากรของพรรคลงสู่ระบบบริหารราชการของ กทม. มากขึ้น จากเดิมที่ระบบการบริหารของผู้ว่าฯ มักจะมาจากนักวิชาการมากกว่า

 สอง ความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทยนั้นอาจจะดูเหมือนกับว่ามากมาย แต่ถ้าดูจากพื้นที่จริงๆ แล้ว จะพบว่าหายไปไม่กี่เขต คือยังมีคะแนนอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ก็จะต้องยอมรับความเป็นจริงด้วยว่าฐานเสียงนั้นไม่มากพอที่จะทำให้ชนะได้ เพราะส่วนใหญ่แล้วในแต่ละเขต ถ้าบวกกับคะแนนที่เลือกพรรคการเมืองใหม่แล้ว ก็ยังโค่นประชาธิปปัตย์ไม่ได้อยู่หลายเขต

 เรื่องที่ต้องย้ำก็คือ คนกรุงเทพฯ ไม่เชื่อถือพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคฝ่ายค้าน อย่างน้อยที่ชัดคือในระดับท้องถิ่น แม้ว่าป้ายหาเสียงของเพื่อไทยจะมีความชัดเจนในหลายเขตที่เสนอมิติด้านการตรวจสอบมากกว่าภาพคนยิ้มแป้นที่หานโยบายและโครงการไม่ได้ เรื่องนี้เพื่อไทยจะต้องนำไปคิดต่อ

 แต่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสในการเรียกความนิยม เพราะเมื่อกทม.นั้นเป็นศูนย์กลางของประเทศ ดังนั้นทั้ง ส.ส. ส.ก. และ ส.ข. ของเพื่อไทยเองก็สามารถขับเคลื่อนการตรวจสอบทั้งในสภาทุกระดับ หรือกับสื่อมวลชนได้เช่นกัน แต่เพื่อไทยจะต้องวางภาพลักษณ์ของตัวเองให้ชัดเจนว่าลักษณะการเป็นฝ่ายค้านของเพื่อไทยจะเป็นอย่างไร เพราะโพลล์หลายครั้งหรือสื่อเองก็ดูไม่ให้ค่ากับน้ำหนักคำพูดของบุคลากรเพื่อไทยทั้งที่หลายครั้งนั้นมีความจริงเช่นกัน

 สาม เป็นเรื่องยากที่จะประเมินชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ของพรรคการเมืองใหม่ เพราะพรรคนี้มีเงื่อนไขที่เหนือความคาดหมายของทุกฝ่ายอยู่เสมอ สิ่งหนึ่งที่พอจะพูดได้ในแง่ของความห่วงใย และในแง่ดี ก็คือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้นไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวในฐานะของพรรคการเมือง แต่การเคลื่อนไหวในแบบพรรคการเมืองนั้นทำให้รูปแบบการสนับสนุนทางการเงินนั้นโปร่งใสและเป็นระบบกว่า

 สำหรับในแง่ดีนั้น การที่คนไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่นั้น คนจำนวนหนึ่งจากที่ได้พูดคุยด้วยสะท้อนว่าเขาพร้อมที่จะเลือกพรรคที่มีแนวโน้มที่จะสกัดไม่ให้เพื่อไทยมีอำนาจ ดังนั้นการเมืองไทยอาจจะถึงยุคของการเปลี่ยนไปสู่การมีอุดมการณ์ที่ชัดเจน (อาจชัดเจนทั้งว่าเอาใคร หรือชัดเจนว่าไม่เอาใคร) และมีความเข้าใจในการลงคะแนนเสียงเชิงยุทธศาสตร์ (strategic voting) ที่เข้าใจว่าจะต้องใช้สิทธิอย่างไรให้บรรลุเป้าหมาย