ข่าว

วงการครูฉาวไม่หยุดร้องอนาจาร21ศิษย์เมืองคอน

วงการครูฉาวไม่หยุดร้องอนาจาร21ศิษย์เมืองคอน

31 ส.ค. 2553

วงการครูฉาวไม่หยุด ผู้ปกครองนักเรียนหญิงประถมศึกษาเมืองนครศรีฯ พาลูกหลาน 21 ราย แจ้งความครูหนุ่มทำอนาจารลูกศิษย์ แฉหลอกไปติวสองต่อสองถือโอกาสใช้มือล้วงกระโปรง อีกรายที่สุราษฎร์ฯ แม่เด็กม.4 โวยรองผอ.ผู้หญิงสมคบครูหนุ่มลวงลูกไปข่มขืนแต่รอดมาได้ ถูกขู่จนเครี

 เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 31 สิงหาคม ผู้ปกครองนักเรียนชั้นป.2-ป.4 โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งใน อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช จำนวน 21 ราย พากันนำบุตรสาวเข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.สมพงศ์ จุลเรือง พนักงานสอบสวนเวร สภ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ให้ดำเนินคดีครูในโรงเรียนประถมดังกล่าว โดยกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิงจำนวนมาก หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนได้รายงานให้ พ.ต.อ.อาทิตย์ พันธ์พิศแพทย์ ผกก. พ.ต.ท.ปิยวัฒน์ สุพรรณพงศ์ รอง ผกก.สส. เพื่อทราบ เนื่องจากเป็นคดีร้ายแรง ผู้ถูกกล่าวหาเป็นครูที่เป็นที่รู้จักในสังคม

 ผู้ปกครองของนักเรียนหญิงชั้นป.3 รายหนึ่ง เปิดเผยว่า ครูคนดังกล่าวบอกให้บุตรสาวไปติวหนังสือกันตัวต่อตัว จากนั้นก็ให้นั่งบนตักแล้วใช้นิ้วมือล่วงละเมิดทางเพศ โดยเหตุเกิดทั้งในห้องเรียนและห้องพักครู

 ด้านผู้ปกครองของนักเรียนชายชั้นป.4 ซึ่งเดินทางไปด้วยในฐานะพยาน บอกว่า บุตรชายไม่ยอมไปโรงเรียน เมื่อสอบถามก็ได้คำตอบว่ากลัวครู เนื่องจากไปเห็นครูใช้มือล้วงกระโปรงนักเรียนหญิง และถูกครูข่มขู่ไม่ให้เอาเรื่องไปบอกใคร จึงเกิดความกลัว หลังจากนั้นบุตรชายก็ได้ไปเล่าให้ผู้ปกครองของนักเรียนหญิงที่ถูกละเมิดฟัง และเมื่อสอบถามนักเรียนที่ถูกล่วงละเมิดก็ยอมรับว่าจริง และถูกกระทำหลายครั้ง อีกทั้งพอถามไปเรื่อยๆ ก็พบเหยื่อมากขึ้นเรื่อยๆ จึงพากันมาแจ้งความ

 “สอบถามนักเรียนที่จบการศึกษาชั้นป.6 และไปเรียนต่อที่อื่นหลายรายยอมรับว่าถูกทำเช่นเดียวกันแต่ไม่กล้าแจ้งความ ไม่กล้าบอกพ่อแม่ เชื่อว่าจะต้องมีเด็กที่ถูกทำเช่นนี้ไม่น้อยกว่า40-50 รายอย่างแน่นอน” พยานรายนี้กล่าว

 ขณะที่ พ.ต.ท.สมพงศ์ จุลเรือง พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี เปิดเผยว่าขณะนี้ทำได้แค่สอบปากคำผู้ปกครองไว้ก่อน ส่วนเด็กจะต้องไปสอบปากคำที่สำนักงานอัยการ โดยได้ประสานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว ทั้งเจ้าพนักงานอัยการ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ นอกจากนี้ทราบว่าก่อนเข้าแจ้งความทางผู้เสียหายก็ได้ไปร้องเรียนต่อผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ไว้แล้วด้วย

 “ส่วนตัวผมได้พูดคุยกับเด็กเบื้องต้น เด็กได้เล่าให้ฟังอย่างสอดคล้องกัน พบว่าครูคนนี้มีพฤติการณ์เช่นนี้มาหลายปีแล้ว มีการให้เด็กนั่งตักอ้างว่าติวตัวต่อตัวจากนั้นจึงล่วงละเมิดด้วยการใช้นิ้วมือ สำหรับสถานที่มีทั้งในห้องพัก หลังห้องเรียน ไปจนถึงการลวงไปที่บ้าน เด็กต่างเล่าถึงลักษณะพฤติการณ์ของครูที่สอดคล้องต้องกัน และยังไม่ทราบว่ามีถึงขั้นล่วงละเมิดในลักษณะอย่างอื่นหรือไม่ ต้องรอสอบปากคำตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้เด็กมีคนที่ไว้ใจหรือผู้ปกครองอยู่ด้วย" พ.ต.ท.สมพงศ์ กล่าว

 พ.ต.ท.สมพงศ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของครูขณะนี้ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากต้องสอบปากคำและทำสำนวนเบื้องต้นเพื่อขอหมายจับจากศาลก่อน ทั้งนี้ ผู้กำกับการสภ.ชะอวด ได้กำชับให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพราะมีผู้เสียหายจำนวนมาก

 นายทวีป ปรีชา ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 ผู้บริหารต้นสังกัดของครูรายนี้ เปิดเผยว่าได้รับการร้องเรียนเมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 31 สิงหาคม จึงมีการประชุมหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องทันทีเพื่อตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสืบสวนข้อเท็จจริง หากมีมูลจะนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนดำเนินการทางวินัย และจะไปจบที่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษานครศรีธรรมราช 

 “การดำเนินการในชั้นแรกกำลังพิจารณาสั่งย้ายครูคนนี้ออกจากพื้นที่ อ.ชะอวด ให้มาช่วยราชการที่ไหนก็ได้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดว่าเป็นตรงไหนกำลังพิจารณากันอยู่เพื่อความสะดวกในการสอบสวนของคณะกรรมการและฝ่ายบ้านเมือง ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นยังคงพูดไม่ได้เพราะยังไม่ทราบรายละเอียด” นายทวีป กล่าว

 เหตุการณ์ครูถูกกล่าวหาอนาจารศิษย์อีกรายเปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 31 สิงหาคม นางน้อย(นามสมมุติ) อายุ 47 ปี ได้นำ น.ส.หมวย(นามสมมุติ) บุตรสาว อายุ 15 ปี นักเรียนชั้นม.4 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี เข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชนว่าบุตรสาวได้ถูกล่อลวงไปเพื่อหวังจะล่วงเกินทางเพศ แต่รอดมาได้ ทำให้เกิดความเครียด ต้องเข้ารับการบำบัดรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล

 นางน้อย เปิดเผยว่า เมื่อประมาณกลางเดือนมิถุนายน 2553 บุตรสาวได้ถูกอาจารย์ผู้หญิงระดับรองผู้อำนวยการหลอกลวงพาไปที่โรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อให้เพื่อนครูผู้ชายที่ไปรออยู่ก่อนปลุกปล้ำข่มขืน แต่รอดกลับมาได้ และได้เข้าแจ้งความต่อตำรวจ สภ.กาญจนดิษฐ์ ไว้เป็นหลักฐานแล้ว อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นบุตรสาวก็ถูกข่มขู่ทางโทรศัพท์จนเครียดจัดไม่กล้าไปโรงเรียน ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงยาบาลกาญจนดิษฐ์เพื่อบำบัดทางจิต

 นางน้อยกล่าวอีกว่า ขณะที่ครูผู้ชายกำลังปลุกปล้ำอยู่นั้น โทรศัพท์มือถือของบุตรสาวดังขึ้น ครูก็ถามว่าใครโทรมา บุตรสาวก็บอกไปว่าแม่โทรมาตามให้กลับบ้าน และอ้อนวอนว่าอย่าข่มขืน พร้อมทั้งดิ้นรนทุบประตูห้องพักเพื่อขอความช่วยเหลือ ครูทั้งสองคนจึงยอมพากลับบ้าน พร้อมทั้งบอกว่าอย่าไปบอกใคร ถ้าบอกจะอยู่ที่ อ.กาญจนดิษฐ์ ไม่ได้ เมื่อบุตรสาวรับปากรองผู้อำนวยการที่เป็นผู้หญิงจึงพากลับมาส่งบ้าน

 "หลังจากนั้นเวลาไปโรงเรียน ลูกสาวก็จะถูกจับตามองตลอด และยังมีการข่มขู่ทางโทรศัพท์ด้วย จนไม่กล้าไปโรงเรียน มีอาการเหม่อลอย จนฉันสงสัยเค้นถามจึงได้รู้ความจริง จากนั้นจึงพาไปพบครูประจำชั้น และครูที่สนิทกัน โดยบุตรสาวเล่าความจริงให้ฟังและมีการบันทึกเป็นเอกสารไว้ พร้อมกับได้พบผู้อำนวยการโรงเรียนด้วย" นางน้อย กล่าว

 นางน้อยกล่าวว่า ได้นำเรื่องเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม แต่ก็ยังถูกข่มขู่ตลอด จนต้องให้ไปอยู่กับครูที่สนิทกัน จนอาการดีขึ้นระดับหนึ่งแต่ก็ยังหวาดผวาอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเจอกับครูทั้งสองคนที่ก่อเหตุ จนกระทั่งต้องนำไปรักษาตัว ซึ่งแพทย์ระบุว่าอาการทางร่างกายปกติ แต่อาการทางจิตน่าเป็นห่วง จึงรับตัวไว้ก่อนเพื่อบำบัดอาการ

 พ.ต.ท.นภา เสนาทิพย์ พนักงานสอบสวน สภ.กาญจนดิษฐ์ เจ้าของคดี ระบุว่า คดีดังกล่าวไม่ได้ล่าช้า ได้สอบปากคำเด็กไปแล้วต่อหน้าครู ผู้ปกครองและนักจิตวิทยา พฤติการณ์ของเด็กในช่วงแรกยังเบลอๆ ขอบตาดำคล้ำ ต้องใช้วิธีการผ่อนคลายจนสอบปากคำเสร็จสมบูรณ์ ส่วนผู้ถูกกล่าวหาเป็นถึงระดับรองผู้อำนวยการโรงเรียน อีกคนก็เป็นข้าราชการระดับสูง ต้องอาศัยพยานหลักฐานให้ชัดเจน

 "ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยต่อไปอาจจะต้องสอบปากคำผู้อำนวยการโรงเรียนในฐานะเป็นผู้บริหาร สิ่งที่ห่วงมากที่สุดคืออาการของเด็ก กลัวว่าอาจจะมีการข่มขู่ ต้องใช้ความระมัดระวังในการทำคดีมาก" พ.ต.ท.นภา กล่าว

 พ.ต.อ.จำโนทย์ แก้วขาว ผกก.สภ.กาญจนดิษฐ์ กล่าวว่า คดีนี้มีความไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง ต้องใช้ความระมัดระวัง กลัวเด็กจะตกเป็นเครื่องมือ เชื่อมั่นว่าเด็กได้รับความกดดันในหลายๆ ด้าน ยืนยันจะเร่งรัดคดีให้เร็วที่สุด
 
 ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ผู้อำนวยการโรงเรียนถึงคดีดังกล่าว ได้รับคำตอบว่า รับทราบเรื่องแล้ว ได้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยครูผู้ถูกกล่าวหา ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างรวบรวมเอกสารเพื่อนำส่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ในฐานะผู้บังคับบัญชาต่อไป

 ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เด็กยังมีอาการเหม่อลอย พูดจาโต้ตอบเป็นบางครั้ง ขอบตายังดำคล้ำ เหมือนกับไม่ได้พักผ่อน คิดอยู่ตลอดเวลา แพทย์ต้องใช้วิธีการรักษาโดยให้พักรวมกับผู้ป่วยทั่วไปเนื่องจากกลัวเด็กเครียดและคิดสั้น และไม่พยายามจะสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น อยู่ในความดูแลของแพทย์และพยาบาลอย่างใกล้ชิด

 ส่วนกรณีผู้ปกครองและเด็กนักเรียนโรงเรียนมารีย์วิทยา อ.เมือง จ.นครราชสีมา เกือบ 10 ราย นำหลักฐานคลิปวิดีโอเป็นหลักฐานเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองนครราชสีมา กล่าวหานายสมชาย ลิ้มธรรมาภรณ์ ครูสอนวิชาศิลปศึกษา และครูผู้ดูแลหอพักชายของโรงเรียน ใช้ไม้หวายพันด้วยเทปพันสายไฟกระหน่ำตีนักเรียนอย่างรุนแรงจนทำให้นักเรียนจำนวนกว่า 40 ราย ได้รับบาดเจ็บ และทางโรงเรียนมารีย์วิทยาได้ไล่นายสมชายออกฐานทำผิดกฎระเบียบข้อบังคับของโรงเรียนอย่างร้ายแรง

 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม นายชูศักดิ์ หมั่นสระเกษ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 1 เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับรายงาน แต่ก็ได้รับทราบข้อมูลทางสื่อมวลชน ถือว่าเป็นการลงโทษที่เกินกว่าเหตุ และฝ่าฝืนระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา อย่างไรก็ตาม โรงเรียนมารีย์วิทยา เป็นโรงเรียนเอกชน ไม่อยู่ในการควบคุมดูแลของสพท.นครราชสีมา เขต 1 จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะลงโทษเอาผิดได้

 ส่วนที่นายสมชายไม่มีใบประกอบวิชาชีพครูนั้น เป็นหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจะต้องเข้าไปตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ เนื่องจากสำนักงาน สพท.นครราชสีมา เขต 1 ไม่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบตามกฎหมาย

 นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า กรณีครูลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุในเขตรับผิดชอบของตนนั้นถือเป็นครั้งที่ 2 แล้วในรอบ 1 เดือน ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ครูทดลองงานโรงเรียนโพธิ์พรรณวิทยา ได้ปาแปรงลบกระดานใส่นักเรียนโดยเบ้าตาจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะนี้เรื่องกำลังอยู่ระหว่างการไกล่เกลี่ย ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นติดกันอย่างนั้น ดังนั้นจึงได้เตรียมเรียกผู้บริหารโรงเรียนเอกชนที่อยู่ในการกำกับดูแล จำนวน 45 แห่ง เข้ามาประชุมในวันที่ 2 กันยายน เพื่อกำชับให้ทุกโรงเรียนป้องกันเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นและรับทราบกฎระเบียบข้อบังคับของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเข้มงวดอีกครั้ง

 ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ว่าทางโรงเรียนมารีย์วิทยาจะไล่ครูผู้กระทำความผิดออกแล้ว แต่ผู้ปกครองและนักเรียนยังเกรงว่าจะมีเหตุการณ์แบบเดียวกันเกิดขึ้นอีก ดังนั้นจึงได้หารือกันว่าจะเรียกร้องให้ทางโรงเรียนปรับคณะกรรมการผู้บริหารใหม่เพื่อรับรองความมั่นใจในการศึกษาของเด็กนักเรียน หรือไม่ก็ให้ทางโรงเรียนกำหนดมาตรการใดๆ เพื่อให้ความมั่นใจแก่นักเรียนและผู้ปกครองต่อไป ส่วนการเอาผิดตามกฎหมายกับนายสมชาย ก็จะดำเนินการถึงที่สุด

 ในวันเดียวกัน ผู้ปกครอง 4 ครอบครัวได้เข้าสอบถามความคืบหน้าทางคดีต่อ พ.ต.อ.ผดุงเกียรติ ศิริภรณ์วิวัฒน์ ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา ได้รับการชี้แจงว่า พนักงานสอบสวนกำลังรอผลตรวจร่างกายเด็กผู้ได้รับบาดเจ็บจากโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดี เมื่อได้ผลตรวจมาแล้วก็จะเชิญนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บมาสอบสวนต่อหน้าอัยการ นักจิตวิทยา และเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดนครราชสีมา อีกครั้ง เพื่อรวบรวมเป็นหลักฐานเอาผิดกับนายสมชาย จากนั้นก็จะเชิญนายสมชายมารับทราบข้อกล่าวหา

 นพ.อิสระ เอกสินชล ตัวแทนผู้ปกครองของเด็กนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ กล่าวว่า จะดำเนินการเอาผิดกับนายสมชายอย่างถึงที่สุด นอกจากนี้ยังอยากเรียกร้องให้ทางโรงเรียนเร่งกำหนดมาตรการป้องกันเหตุการณ์นี้ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก และหากเป็นไปได้อยากให้ทางโรงเรียนปรับเปลี่ยนคณะผู้บริหารโรงเรียนใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมาทางคณะผู้บริหารงานโรงเรียนไม่มีความจริงใจที่จะดำเนินการเอาผิดกับนายสมชาย ยังคงให้สอนอยู่ในโรงเรียนต่อไป และพยายามที่จะไกล่เกลี่ยกับผู้ปกครองด้วยการชดเชยเป็นเงิน 2.5 หมื่นบาทต่อเด็กนักเรียน 1 ราย แลกกับการให้ปิดปากเงียบ

 "ผู้ปกครองยืนยันว่าไม่ต้องการที่จะรับเงินจำนวนนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นสิ่งที่ชดเชยไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าจะเอาผิดกับครูที่ก่อเหตุอย่างถึงที่สุด ขอให้ทางโรงเรียนทำตามข้อเรียกร้องในการกำหนดมาตรการป้องกันที่เข้มงวดทันที ไม่เช่นนั้นก็คงจะต้องมีการพิจารณาหาโรงเรียนแห่งใหม่ให้ลูกหลานไปเรียนแทน" นพ.อิสระ กล่าว