
เงินนอกทะลักเข้าไทยก.ค.8.4หมื่นล.ธปท.เชื่อศก.ครึ่งหลังชะลอ-ทั้งปีตามเป้า6.5-7.5%
แบงก์ชาติประเมินภาวะเศรษฐกิจครึ่งปีหลังชะลอตัว แต่ยืนตัวเลขจีดีพีทั้งปีขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 6.5-7.5% เผยเงินทุนไหลเข้าเดือนกรกฎาคมสูงถึง 8.4 หมื่นล้านบาท เป็นการไหลเข้าในทุกภาคธุรกิจ ยันดูแลค่าบาทไม่ให้ผันผวน ชี้ยังอยู่ในทิศทางเดียวกับภูมิภาค
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจภายในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจเดือนกรกฎาคม 2553 ขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลง ทั้งการบริโภคภาคเอกชน การส่งออกและการผลิต เมื่อเทียบกับการขยายตัวในเดือนมิถุนายนซึ่งมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง เนื่องจากเพิ่งพ้นเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาคึกคัก และเป็นแรงส่งสำคัญให้เศรษฐกิจในไตรมาส 2 ของปีขยายตัวสูงถึง 9.1%
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ว่าจะขยายตัวต่ำกว่าช่วงครึ่งแรกของปี โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าจะเติบโต 10.6% แต่ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปียังขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 6.5-7.5%
ทั้งนี้ การส่งออกในเดือนกรกฎาคม แม้จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงโดยเติบโต 21.2% หากเทียบกับเดือนมิถุนายนที่ขยายตัว 47.1% แต่เชื่อว่าการส่งออกในระยะต่อไปจะกลับมาขยายตัวได้ดีเช่นเดิม เนื่องจากขณะนี้ดัชนีคำสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า 3 เดือนอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนนำเข้าในเดือนกรกฎาคมขยายตัวสูงถึง 36.5% โดยมีการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตเพื่อส่งออก เช่น เคมีภัณฑ์ พลาสติก อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวในอัตราชะลอตัวลงที่ 16.3% ตามการบริโภคซึ่งเริ่มขยายตัวในอัตราลดลงเช่นกัน
นายเมธีกล่าวว่า แม้การบริโภคและส่งออกจะชะลอตัวลง แต่ตัวเลขการลงทุนในเดือนกรกฎาคมยังขยายตัวดี โดยเติบโต 21.1% โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อผลิตสำหรับสินค้าส่งออก มีการลงทุนใหม่ และปรับกระบวนการผลิต และภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวได้รวดเร็วมาก โดยเดือนกรกฎาคม มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาถึง 1.25 ล้านคน ขยายตัวเพิ่มขึ้น 14.9 %
นายเมธีกล่าวด้วยว่า ในเดือนกรกฎาคมมีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าประเทศไทยสุทธิจำนวน 2,712 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 8.4 หมื่นล้านบาท เป็นการไหลเข้าในทุกภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคาร ซึ่งภาคธุรกิจนี้มีเงินไหลเข้ารวม 987 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาคธนาคาร มีเงินไหลเข้าสุทธิ 571 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนธปท.และภาครัฐบาลมีเงินไหลเข้าสุทธิ 261 และ 478 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ ขณะที่ภาครัฐวิสาหกิจ มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 416 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และดุลการชำระเงิน เดือนกรกฎาคม เกินดุล 1,412 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากเดือนก่อนที่เกินดุล 2,166 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทนั้น ธปท.ไม่ได้มีระดับที่เหมาะสมว่าค่าเงินบาทควรอยู่ที่ระดับใด แต่ ธปท. จะดูไม่ให้ค่าเงินมีความผันผวนมากเกินไป ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่า ความผันผวนของค่าเงินบาทไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ขณะที่ทิศทางการเคลื่อนไหวของค่าเงินโดยรวมถือว่าเป็นไปทิศเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาค



