
มองเวียดนาม
ถ้าถามคนเวียดนามว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญของพวกเขา คำตอบที่ได้รับมักจะมีอยู่ 3 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรกได้แก่ที่อยู่อาศัย เรื่องที่สองคือระบบสาธารณูปโภค และเรื่องที่สามคือระบบการแพทย์
ที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ๆ อย่างฮานอย โฮจิมินห์ซิตี้ หรือดานัง กำลังเป็นปัญหาของคนที่อาศัยอยู่ในเมืองเหล่านั้น เนื่องจากการเคลื่อนย้ายของประชากรจากชนบทเข้ามาทำงานในเขตตัวเมือง ประกอบกับพื้นที่ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดได้กลายเป็นขุมทองของนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่กว้านซื้อที่จากชาวบ้านมาขายต่อหรือสร้างโรงแรม อาคารพาณิชย์ ศูนย์การค้า หรือคอนโดมิเนียมราคาแพง ทำให้คนในระดับล่างขาดแคลนที่อยู่อาศัย รวมทั้งการที่ต้องใช้เงินสำหรับค่าเช่าที่พักในราคาที่สูงขึ้น
สาธารณูปโภคยังคงเป็นปัญหาหลักของเวียดนาม ทั้งเรื่องถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา การระบายน้ำเสีย ระบบโทรคมนาคม และอื่นๆ เวียดนามยังขาดทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท ที่เชื่อมโยงเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศเข้าด้วยกัน และภายในตัวเมืองก็ยังเป็นถนนสายสั้นๆ แคบๆ ที่การจราจรแออัด และแทบทุกครั้งที่ฝนตกหนักน้ำก็จะท่วมขังบนผิวถนนเพราะท่อระบายน้ำมีขนาดเล็กและอุดตัน น้ำประปาของเวียดนามนั้น นักท่องเที่ยวมักจะได้รับคำเตือนล่วงหน้าจากหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวเวียดนามว่ายังไม่มีความสะอาดเพียงพอ ส่วนตามชนบทก็ยังมีไฟฟ้าใช้วันละไม่กี่ชั่วโมง และการที่ไฟฟ้าดับถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งผลักดันให้รัฐบาลเวียดนามมีโครงการจะสร้างโรงไฟฟ้าปรมาณูเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า แม้จะมีเสียงคัดค้านจากประเทศเพื่อนบ้านอยู่บ้างก็ตาม
ในเรื่องของการแพทย์นั้น เวียดนามยังขาดแคลนทั้งบุคลากร โรงพยาบาล และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย และอาชีพแพทย์ก็ไม่ใช่อาชีพที่คนเวียดนามรุ่นใหม่ใฝ่ฝัน เท่ากับวิศวกร นักธุรกิจ นักคอมพิวเตอร์ หรืองานด้านโรงแรมและการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลใจเรื่องใหม่ของคนเวียดนาม นั่นคือการที่จำนวนประชากรซึ่งในปัจจุบันนี้มีอยู่ประมาณ 85 ล้านคน กำลังจะก้าวขึ้นสู่หลัก 100 ล้านคน ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งนั่นหมายความว่าหากไม่สามารถบริหารจัดการกับปัญหาสามประการข้างต้นได้อย่างทันการณ์ เวียดนามก็อาจจะต้องเผชิญกับปัญหาข้อที่สี่คือเรื่องอาหารที่จะเลี้ยงดูประชาชนภายในประเทศ
แม้ว่าการขาดแคลนอาหารจะเป็นสิ่งที่คนเวียดนามในยุคสงครามปลดปล่อยประเทศเคยเผชิญมาแล้ว จนโฮจิมินห์บัญญัติให้เป็นหนึ่งในศัตรูที่จะต้องต่อสู้เพื่อเอาชนะให้ได้ โดยลำดับสงครามกับความหิวโหยไว้ในอับดับต้น สงครามกับความโง่หรือความไม่รู้หนังสือไว้ในอันดับรอง และสงครามกับศัตรูต่างชาติที่เข้ามารุกรานไว้ในอันดับหลังสุด แต่คนเวียดนามในปัจจุบันนี้ อาจจะไม่ได้ตระหนักถึงคำพูดของลุงโฮเท่าใดนัก เพราะสภาพชีวิตที่สุขสบายและวิถีชีวิตซึ่งเปลี่ยนไปจากอดีต ซึ่งหากเกิดสภาวะการขาดแคลนอาหารขึ้นจริง ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาหนักที่สุดของรัฐบาลเวียดนาม
และการทำสงครามกับความหิวโหยครั้งใหม่ในยุคสมัยของคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับชีวิตที่สะดวกสบายเช่นทุกวันนี้ก็คงจะยากเย็นยิ่งไปกว่าเดิมอย่างแน่นอน



