
อำนาจ การเมือง วัฒนธรรมอุปถัมภ์เบ้าหลอม ความไม่เสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย (ตอนแรก)
ทีหวยจับดีนัก ทีโจรมันไม่จับ แม่ค้าในตลาดสดจับกลุ่มกันก่นด่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บุกเข้าจับเพื่อนแม่ค้าผู้ขายหวยที่อยู่ไม่ห่างจากตลาดสดแห่งนั้น ในกรณีนี้คำว่า โจร ผู้พูดหมายถึงผู้กระทำผิดในคดีลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ที่เกิดให้เห็นบ่อยครั้งในชุมชนแห่งนี้
คดีคืบหน้าไปมากน้อยเพียงใด ตำรวจยังสนใจติดตามจับกุมคนร้ายอยู่หรือไม่ นอกจากข้อกล่าวหาว่าดีแต่จับหวยไม่จับโจรแล้วยังมีข้อกล่าวหาอีกมากมายที่ชาวบ้านมีต่อตำรวจไทยในประเด็นของการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เสมอภาคไม่เป็นธรรม
อาทิเช่น จับแต่รถมอเตอร์ไซค์รถเก๋งไม่จับ จับแต่รถเก๋งถูกๆ ทีรถเบนซ์ไม่จับ จับแต่รถบรรทุกที่ไม่มีสติกเกอร์ รถที่มีสติกเกอร์ติดหน้ารถไม่เห็นจับ ทีวันอื่นไม่เห็นจับทำไมชอบมาจับช่วงสิ้นเดือน คนขายยาบ้ารายใหญ่ทำไมไม่ไปจับจับได้แต่ปลาซิวปลาสร้อยที่เป็นผู้เสพ จับแต่ลูกคนอื่นทีลูกตำรวจทำผิดทำไมไม่จับ จังหวัดอื่นไม่สวมหมวกกันน็อกเขายังไม่จับเลยทำไมตำรวจที่นี่มาจับ คนขายซีดีรายใหญ่ทำไมไม่ไปจับ ทีกับรายเล็กๆ คนขายก็จนยังจะมาจับ และอื่นๆ อีกมากมายทั้งข้อหาหรือคดีเล็กๆ ไปจนถึงคดีใหญ่ๆ ไม่เว้นแม้แต่ข้อหารุมโทรม หรือข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาที่ตำรวจกลายเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเลือกข้าง ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม
มุมมองทางสังคมศาสตร์เรียก ”สิ่ง” ที่เราเห็นว่าปรากฏการณ์ผิวหน้า (Surface Phenomena) ซึ่งการที่จะแก้ไขหาทางออกเพื่อเปลี่ยนแปลงปรากฏการณ์ผิวหน้านั้นจำเป็นต้องทำการวิเคราะห์เหตุปัจจัยที่เกี่ยวพันซับซ้อนที่อยู่เบื้องลึกเบื้องหลังของปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจทำโดยการตั้งคำถามว่า ทำไมตำรวจถึงบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เสมอภาค? กลุ่มคนที่ได้รับความไม่เป็นธรรมจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เสมอภาคเหล่านั้นเป็นคนกลุ่มใด? ทำไมตำรวจจึงเลือกที่จะบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มคนเหล่านี้โดยละเว้นที่จะบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มคนกลุ่มอื่นที่กระทำความผิดในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน? ตัวอย่างของคำถามเหล่านี้จะเผยให้เราเห็นถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่อยู่เบื้องหลังการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจที่ประชาชนส่วนหนึ่งไม่พึงพอใจ
“พวกหนูอุ้มรุมมัน ตบมันจนดั้งเบี้ยว” คำว่า ”อุ้มรุม” หมายถึงการพาพวกไปอุ้มเหยื่อมายังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งพวกเขาเลือกที่จะใช้ที่สาธารณะบริเวณริมถนนหน้าห้างสรรพสินค้าที่มีผู้คนพลุกพล่านเป็นสถานที่ในการดำเนินการ ”รุมตบ” หญิงสาววัย 20 เล่าถึงการกระทำดังกล่าวของเธอกับพวกให้ดิฉันฟังด้วยน้ำเสียงแสดงความสะใจ ภาคภูมิใจแทนที่จะรู้สึกสำนึกว่าสิ่งที่กลุ่มของตนกระทำนั้นเป็นเรื่องที่ผิด น่าละอาย เธอตอบคำถามดิฉันเมื่อถามถึงผลการดำเนินคดีเมื่อตำรวจเข้าจับกุมพวกเธอว่า “กลัวที่ไหนล่ะ พวกหนูมีแบ็กดี พอไปถึงโรงพักเขาก็มาเคลียร์กับตำรวจให้ ตำรวจต้องไปกล่อมมันอีกที” แบ็กของเธอคือนักการเมืองท้องถิ่น เป็นผู้มีชื่อเสียงและรู้จักกันเป็นอย่างดีทั้งในกลุ่มชาวบ้านและข้าราชการในจังหวัดนั้น
ตัวอย่างเล็กๆ ที่ดิฉันหยิบยกมาแสดงให้เห็นถึงการแทรกแซงของการเมืองที่มีต่อการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจ การแทรกแซงนี้ดำรงอยู่บนวัฒนธรรมอุปถัมภ์ที่เป็นวัฒนธรรมกระแสหลักของไทย เมื่อคนกลุ่มหนึ่งที่กระทำผิดใช้การเมืองเป็นเครื่องมือในการปกป้องการถูกบังคับใช้กฎหมายเพื่อแลกกับคะแนนเสียงและผลประโยชน์บางอย่าง นักการเมืองก็ใช้ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เพื่อให้ได้มาซึ่งสถานะตำแหน่งทางการเมือง อำนาจรวมถึงเงินตราและผลประโยชน์ ความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐผู้อยู่ภายใต้อำนาจและการบังคับบัญชาของนักการเมืองโดยหวังความก้าวหน้าและผลประโยชน์จากการเมืองติดกับดักและตกเป็นเครื่องมือในการกระทำการที่ไม่ถูกต้องไม่ชอบธรรมเช่นกัน
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



