ข่าว

ปณิธานชี้บึ้มNBTฝีมือพวกกลัวลต.ระวังกย.-ตค.

ปณิธานชี้บึ้มNBTฝีมือพวกกลัวลต.ระวังกย.-ตค.

31 ส.ค. 2553

อุกอาจยิงเอ็ม 79 เข้าลานจอดรถด้านหน้าสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที รถเสียหาย 4 คัน- ต้นไม้หัก พยานระบุเห็นระเบิดตกที่ต้นไม้ ก่อนเสียงดังสนั่นทั่วบริเวณ ไม่กล้าเข้าไปดูหวั่นเกิดเหตุซ้ำ ขณะที่ผบช.น.ระบุยิงจากพื้นราบ แบ่งชุดตรวจสอบ 3 ชุด เตรียมหาข้อมูลประชุมเข้มเย็

เมื่อเวลา 13.20 น.วันที่   31 สิงหาคม ร.ต.อ.รักเกียรติ ปทุมวัน ร้อยเวรพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ได้รับแจ้งเหตุระเบิดในสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ช่อง 11(เอ็นบีที) ฝังตรงข้ามกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ถ.วิภาวดี  แขวงและเขตดินแดง กทม. จึงรายงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงเดินทางมาพร้อมด้วย พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. พล.ต.ต.สาโรจน์ พรหมเจริญ ผบก.น. 2 พ.ต.อ.ไพศาล วงศ์วัชระมงคล ผกก. สน.สุทธิสาร พร้อมด้วย เจ้าหนาที่ฝ่ายสืบสวนของศูนย์สืบสวนบชน. และฝ่ายสืบสวนของสน.สุทธิสาร เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ

 ที่เกิดเหตุมีพนักงานเจ้าหน้าที่ของสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย อยู่ในอาการตื่นตระหนก กับเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น โดยจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณลานจอดรถ หน้าอาคารสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย พบต้นประดู่ ที่ปลูกอยู่ด้านหน้าอาคารยานพาหนะ กิ่งไม้ที่อยู่ด้านบนหัก และยังพบกิ่งไม้หล่นอยู่ที่ลานจอดรถ จากการตรวจสอบพบรถยนต์ถูกสะเก็ดระเบิดเสียหายจำนวน 4 คัน ซึ่งเป็นรถยนต์ของผู้ที่มาติดต่อราชการ 3 คัน และรถตู้ของสำนักข่าว 1 คัน

 สำหรับรถที่เสียหายทั้งหมด ประกอบด้วย รถยนต์ โตโยต้า รุ่นแคมรี่ สีบรอนซ์-ทอง หมายเลขทะเบียน  ภม 4593 กทม.  ได้รับความเสียหายกระจกด้านหลังแตก รอยสะเก็ดเป็นรูที่โครงรถด้านหลัง มีรอยบุบ นอกจากนั้นยังมีรถยนต์ ฮอนด้า รุ่นซีวิค สีบรอนซ์-ทอง จอดอยู่ใกล้ๆ หมายเลขทะเบียน วง 8822 กทม. ที่ฝากระโปรงด้านหน้าบุบ ,รถยนต์ยี่ห้อ นิสสัน ซันนี่ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน  กบ 2622 นนทบุรี ได้รับความเสียหายมีรอยถูกสะเก็ด กระจกประตูหลังด้านขวา เป็นรอยร้าว และรถตู้นิสสัน สีน้ำเงิน  หมายเลขทะเบียน ฮจ 6331 กทม. ได้รับความเสียหายถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณด้านข้าง และที่เหนือกระจกด้านขวาคนขับ และเหนือกระจกด้านหลังประตูด้านขวา เป็นรอยบุบ

 หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด ได้ทำการกั้นที่เกิดเหตุไม่ให้ประชาชนเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว และเข้าตรวจสอบบริเวณโดยรอบ พบสะเก็ดระเบิดตกอยู่บริเวณต่าง ๆจากการสอบถามนายสมชาย หนุนเกื้อ  อายุ 54 ปี หัวหน้าหมวดยานพาหนะ ของเอ็นบีที กล่าวว่า ในระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณลานจอดรถ ระหว่างนั้นได้ยินเสียงระเบิดดังตู้ม ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบิรเวณ ตนเห็นระเบิด ตกที่บริเวณต้นไม้  จึงรีบวิ่งหนีให้ห่างจากจุดเกิดเหตุ  ส่วนพนักงานยานพาหนะที่ยืนอยู่บริเวณด้านหน้าประมาณ 5 คนหลายคนตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากเสียงสงบได้เข้าไปตรวจสอบพบว่ารถยนต์ที่จอดอยู่ของผู้ที่มาติดต่อรราชการและของสถานีได้รับความเสียหาย

 นายอุเทน สูมาระ อายุ 34 ปี ทำงานบริษัทย่านห้วยขวาง เจ้าของรถแคมรี่ ที่ได้รับความเสียหาย กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุได้เดินทางมาติดต่องานที่ชั้น 5 ระหว่างที่เดินเข้าไปด้านในได้ประมาณ 10 นาทีได้ยินเสียงดังตูม รีบเดินออกมาแต่ตอนนั้นยังไม่กล้าเข้าที่ลานจอดรถ เพราะกลัวว่าจะระเบิดขึ้นอีก

 "หลังจากเสียงสงบ ผมรีบเดินมาที่รถของตัวเอง พบกระจกด้านหลังแตกละเอียด และที่ฝากระโปรงได้รับความเสียหาย ผมไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นในสถานที่อย่างนี้ เมื่อเกิดอย่างนี้ก็รู้สึกกลัว" นายอุเทนกล่าว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น นอกจากสร้งความโกลาหลให้กับพนักงานช่อง 11 แล้ว สำหรับเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ครั้งแรกที่ถูกยิงเข้าไปด้านในระหว่างเกิดเหตุการณ์ชุลมุนม็อบเสื้อแดง แต่เหตุการณ์ครั้งนี้คนร้ายอุกอาจมากเพราะอยู่ในช่วงพรก.ฉุกเฉิน  อย่างไรก็ตามสำหรับเหตุการณ์ระเบิดครั้งนี้ อยู่ระหว่างการเตรียมปิดถนนเพื่อรับเสด็จ

 ต่อมา พล.ต.ท สัณฐานได้กล่าวว่า ในช่วงระหว่างที่เกิดเหตุนั้น ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนอยู่บนโทลล์เวย์ต่างระดับ เพื่อรอรับขบวนเสด็จ ไม่น่าจะมีคนร้ายยิงระเบิดมาจากบนโทลล์เวย์ น่าจะเป็นการยิงมาจากพื้นราบมากกว่า  ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ 3 ชุด แบ่งเป็น EOD,เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และชุดทำงานของพญ.คุณหญิงพรทิพย์  โรจน์สุนันท์ โดยจะมีการประชุมกองบัญชาการตำรวจนครบาลในเวลา 16.30 น. วันนี้โดยมีพล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา สบ.10 เป็นประธานในการคลี่คลายคดีดังกล่าว

 "สำหรับระเบิดที่เจ้าหาน้าที่ตรวจสอบในวันนี้ เป็นชนิด เอ็ม 79 หัวทอง ส่วนสาเหตุที่มีการยิงที่ช่อง 111 เชื่อว่าเป็นสร้างสถานการณ์ ไม่ได้หวังที่จะทำลายชีวิตใคร" พล.ต.ท.สันฐานกล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามถึงบทลงโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น พล.ต.ท.สัณฐานกล่าวว่า ไม่น่าที่จะมีบทลงโทษอะไร เพราะว่าเจ้าหาน้าที่ก็ทำงานอยู่แล้ว การที่จะระวังคนที่หาโอกาสเป็นเรื่องยาก  สิ่งสำคัญขวัญและกำลังใจของเจ้หน้าที่ตำรวจ มาตรการรักษาความปลอดภัย ตามแผนพิทักษ์เมืองซึ่งจะต้องมีการหารือกันอีกทีเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
 
 จากนั้นได้มีนายองอาจ คล้ามไพบูลย์  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีฯที่ดูแลช่อง 111 ได้เดินทางมายังจุดเกิดเหตุ เพื่อสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ยอมรับว่าสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยเป็นสัญญลักษณ์ทางการเมือง และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสร้างสถานการณ์ไม่เกี่ยวกับบุคลากรและการจัดการของทางของสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ซึ่งทางสถานีนี้เปิดกว้างให้ฝ่ายค้านและเอ็นจีโอ ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็น อยู่แล้ว

 ผู้สื่อข่าวรายงานสำหรับเหตุการณ์นี้ ทางกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ร่วมกับกองกำกับการสืบสวน สอบสวน นครบาล 2 และเจ้าหาน้าที่ฝ่ายสืบสน สน.สุทธิสาร มีการไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามจุดต่าง ๆรวมทั้งของกทม. เพื่อนำมาตรวจสอบ หาบุคคลต้องสงสัยที่ก่อเหตุครั้งนี้

 นายกฯยังไม่สรุปเหตุแนะ "เพื่อไทย"แจ้งเบาะแสป่วนเมือง

 เมื่อเวลา 13.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด และยังสรุปอะไรไม่ได้ ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ

 เมื่อถามต่อว่าจะเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตัวเองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอตรวจสอบและสอบถามนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในเรื่องนี้ก่อน

 เมื่อถามว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงได้มีการรายงานสถานการณ์ความมั่นคงเข้ามาอย่างไรบ้างหรือไม่ เพราะในเดือน ก.ย. มีวันที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง และจะมีกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหญ่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองมีค่อนข้างถี่ ทั้งนี้เรามีการระมัดระวังในเรื่องการเคลื่อนไหวต่างๆตราบเท่าที่การเคลื่อนไหวอยู่ในขอบของกฎหมาย ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร

 เมื่อถามต่อว่าจะมีการระมัดระวังอย่างไร เพราะในช่วงนี้มีการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์บ่อยครั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องมีการเฝ้าดูตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)ดูแลอยู่ ทั้งนี้ ความพยายามของการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องมีมาตลอด ซึ่งอาจเป็นเพราะการจัดการของกลุ่มที่เคลื่อนไหวนั้นดีขึ้นจากสภาพในระยะแรกที่เป็นแบบกระจัดกระจาย

 “เราต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวตั้งแต่ช่วงที่มีเหตุการณ์แล้ว จะมีการปะปนกันระหว่างการเคลื่อนไหวที่ถูกกฎหมายกับการเคลื่อนไหวที่เกินขอบเขตของกฎหมาย ถ้ามันแยกกันโดยสิ้นเชิงมันก็จัดการง่าย แต่เมื่อเป็นการปะปนกันก็ต้องหาความพอดี ถ้าเราเข้มเกินไป ก็อาจไปจำกัดสิทธิเสรีภาพ จะเห็นว่ามีคนในสังคมอีกจำนวนมากที่ยังต่อว่ารัฐบาลว่าเข้มเกินไปหรือไม่ แต่ถ้าเราปล่อยหมดผมเชื่อว่าจะมีความรุนแรงกว่านี้ ดังนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่เป็นความยากลำบาก ผมจึงพยายามบอกว่าอยากให้ทุกฝ่ายในสังคมช่วยกัน ส่วนใครที่มีอะไรแล้วอยากจะเคลื่อนไหวในทางที่ถูกกฎหมาย ก็ควรตัดขาดจากกลุ่มที่ทำผิดกฎหมาย แต่ถ้ายังปนกันอยู่ การบริหารจัดการก็จะยาก ”นายกฯ กล่าว

 เมื่อถามว่ามองอย่างไรต่อการที่คณะโฆษกและพรรคเพื่อไทยหลายคนพยายามบอกว่าจะเกิดเหตุรุนแรงตามสถานที่ต่างๆ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นการแสดงความเห็นของเขา แต่ที่จริงถ้าเขารู้ ก็ควรแจ้งเบาะแสเข้ามาว่าอยู่ที่ไหน อย่างไร

ปณิธานชี้บึ้มNBTฝีมือพวกกลัวเลือกตั้ง

 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เหตุการณ์ที่คนร้ายใช้เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ครั้งนี้คล้ายกับการยิงกระทรวงสาธารณสุขในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือน มี.ค. 2553 ซึ่งยิงจากบนทางด่วนหรือโทลเวย์ทำให้หลุดรอดจากเขตเฝ้าระวังไม่ว่าจะเป็นด่านตรวจหรือกล้องวงจรปิด ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องพื้นที่ปิดช่องว่างดังกล่าวให้ได้ และย้ำถึงจุดเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ประกอบด้วยพรรคการเมือง ที่ทำการของรัฐบาล โดยเฉพาะที่ตั้งอยู่ใกล้กับสะพาน ทางด่วนหรือโทลเวล์
 
 นายปณิธาน กล่าวอีกว่า จากการประเมินเชื่อว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มคนที่ไม่ต้องการให้การเมืองเข้าสู่ระบบ หรือไม่ต้องการให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงด้วยระบอบประชาธิปไตย เพราะที่ผ่านมาสถานการณ์บ้านเมืองกำลังดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพิจารณางบประมาณผ่านไปได้ด้วยดี มีการเลือกตั้งท้องถิ่นในกทม. คนกลุ่มนี้กลัวว่าการเมืองจะกลับคืนสู่ปกติเพราะไม่มั่นใจว่าถ้ามีการเลือกตั้งกลุ่มของตัวเองจะได้ประโยชน์หรือไม่ เพราะผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาสะท้อนชัดเจนว่ารัฐบาลยังได้เปรียบมาก กลุ่มเหล่านี้คาดเดาผลไม่ออก จึงพยายามตีรวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลยืนยันมาตลอดว่าปีหน้าประเทศจะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งใหญ่ คนกลุ่มนี้จึงพยายามก่อเหตุความรุนแรงเพื่อปั่นป่วนทำลายบรรยากาศที่กำลังจะดีขึ้น แต่ขอยืนยันว่าการใช้ความรุนแรงจะไม่อาจทำให้ชนะได้ ทางออกที่ดีที่สุดคือการเลือกตั้ง ทั้งนี้จากการข่าวยืนยันว่าคนกลุ่มนี้มีจำนวนไม่มาก แต่ปฏิบัติการรวดเร็ว อีกทั้งเครื่องยิงเอ็ม 79 นั้นสามารถถอดประกอบและพกพาได้ง่าย โดยคนกลุ่มนี้ประชุมวางแผนกันนอกพื้นที่ที่ประกาศพรก.ฉุกเฉินแล้วเคลื่อนเข้ามาปฎิบัติการในพื้นที่ที่มีพรก.ฉุกเฉิน ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถหาข้อมูลมาเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวได้

 “ในวันที่ไปพบกับตัวแทนหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ก็มีคนถามนายกฯว่ามีกลุ่มคนที่ใช้ความรุนแรงเปลี่ยนการเมือง นายกฯก็บอกยอมรับว่ามีข้อมูลและกำลังตามอยู่เช่นเดียวกัน ขณะนี้รัฐบาลกำลังดูว่าเหตุระเบิดที่เอ็นบีทีเกี่ยวข้องกับระเบิดหลายครั้งที่ผ่านมาหรือไม่ แต่จากการจับกุมกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงในช่วงผ่านมากว่า 200 คน เจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สามารถสอบสวนขยายผลจนสามารถพาดพิงเข้าใกล้กลุ่มตัวการที่สำคัญที่ก่อเหตุอยู่ในเวลานี้” นายปณิธาน กล่าวและว่า

 ขณะนี้ต้องจับตาในช่วงเดือนก.ย. - ต.ค. เพราะเป็นช่วงเดือนที่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ทางการเมืองจะมีการเคลื่อนไหวที่เข้มข้นมากกว่าทุกช่วง เป็นไปได้ว่าจะมีกลุ่มใต้ดินที่ฉวยโอกาสช่วงนี้ก่อเหตุสั่นคลอนรัฐบาล ส่วนข้อครหาที่ว่ารัฐบาลทำเองเพื่อเป็นข้ออ้างในการพรก.ฉุกเฉินนั้น นายปณิธาน กล่าวว่า รัฐบาลสอบสวนอย่างจริงจังเพื่อให้สังคมแน่ใจโดยหน่วยงานที่มีอาวุธต้องตรวจนับอาวุธในหน่วยของตัวเองว่ามีครบถ้วนหรือไม่ และการเบิกจ่ายอาวุธต้องมีความรัดกุมอย่างยิ่ง

 "ปทีป”ยังไม่ฟันธงยิงเอ็ม79เอ็นบีทีเกิดจากการเมือง

 พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้สั่งการให้พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษาสบ 10 ซึ่งดูแลพื้นที่นครบาล ร่วมกับพล.ต.ท.สัณฐาณ ชยานนท์ ผบช.น. ไปควบคุมดูแลเพื่อหาข้อมูลเชิงลึก และระดม บก.สส. บช.น. เข้าไปช่วยกันสืบสวนด้วย ขณะนี้ก็ช่วยกันทำงานเพื่อหาหลักฐานว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากสาเหตุใดกันแน่ ยังไม่กล้าฟันธงในตอนนี้ว่าเกิดจากประเด็นทางการเมืองหรือไม่ เราดูทุกประเด็น ส่วนการเฝ้าระวังพื้นที่ก็กำชับ บช.น.ไว้ตลอด และบช.ส. ดูด้านการข่าว

 เมื่อถามว่าเมื่อมีเหตุระเบิดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เป็นสัญญาณเตือนเหตุวินาศกรรมตามที่พรรคเพื่อไทยระบุ หรือไม่ พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่ทางพื้นที่นครบาลก็มีตำรวจดูแลอยู่ โดยเฉพาะสถานที่ที่เป็นเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง เช่น สำนักงาน ปปช. หรือสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ซึ่งเราให้ความดูแลเป็นพิเศษ

 "อย่างไรก็ตาม การดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามพรก.ฉุกเฉิน เราไม่ได้ระดมกำลังจากตำรวจภูธร เพราะเขาก็ต้องดูแลพื้นที่ของเขา เราใช้ตำรวจนครบาลซึ่งส่วนหนึ่งก็ดูแลเหตุอาชญากรรมที่เกิดขึ้น อีกส่วนหนึ่งเฝ้าระวังเหตุการณ์ความผิดปกติต่างๆ " พล.ต.อ.ปทีป กล่าว

 เมื่อถามว่าเหตุการณ์จะรุนแรงขึ้นหรือไม่ พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า อย่าไปคาดการณ์แบบนั้นแต่เราก็เฝ้าระวังไม่ได้ประมาท ส่วนจะเป็นฝีมือคนกลุ่มเดียวกับที่ซ.รางน้ำหรือไม่นั้น ตรงนี้ต้องดูพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุก่อนซึ่งตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการอยู่