ข่าว

กะเพราศักดิ์สิทธิ์ชนิดใหม่ของโลกตั้งตามปลัดกว่า

กะเพราศักดิ์สิทธิ์ชนิดใหม่ของโลกตั้งตามปลัดกว่า

31 ส.ค. 2553

กรมอุทยานฯ เปิดตัว "กะเพราศักดิ์สิทธิ์” ชนิดใหม่ของโลก จุดเด่นใบอ่อน ขนนุ่ม กลิ่นฉุนอ่อน เผยเจอแห่งเดียวที่ภูวัว จ.หนองคาย ตั้งชื่อเกียรติแด่อดีตปลัด ทส. "ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช" เหยื่อ ฮ.ตกที่น่าน ชี้ใกล้สูญพันธุ์สั่งเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเข้ม

การค้นพบพรรณไม้ใหม่ของโลกในประเทศไทยครั้งล่าสุด เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แถลงว่า คณะสำรวจพรรณไม้ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ นำโดย ดร.สมราน สุดดี ผู้เชี่ยวชาญพรรณไม้วงศ์กะเพราของไทย ได้สำรวจพบกะเพราชนิดใหม่ของโลก วงศ์ Labiatae ที่บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จ.หนองคาย ขึ้นบนดินตื้นๆ บนภูเขาหินทรายตามป่าเต็งรัง ลำต้นเป็นเหลี่ยมสูง 50-60 เซนติเมตร กิ่งมีขนสั้น นุ่ม ใบเดี่ยวเรียงตรงสลับตั้งฉาก ยาว 0.4-1 เซนติเมตร แผ่นใบมีขนสากด้านบน ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ออกดอกและติดผลเดือนตุลาคม-ธันวาคม กลิ่นไม่รุนแรงเหมือนกะเพราบ้าน

 ส่วนจะรับประทานเป็นอาหารได้หรือไม่ ยังไม่ได้ทำการทดลอง เพราะอยู่ในขั้นตอนการจัดเตรียมตีพิมพ์ประกาศให้เป็นพืชชนิดใหม่ของโลก ในวารสาร Thai Forest Bulletin (Botany) เล่มที่ 38 ภายในสิ้นปีนี้ หลังจากที่ใช้เวลาในการตรวจสอบกับตัวอย่างพรรณไม้ต่างๆ ที่ใกล้เคียงในหอพรรณไม้ต่างๆ ทั่วโลก ไม่พบว่ากะเพราพันธุ์ใหม่ของไทยไปซ้ำหรือใกล้เคียงกับของประเทศอื่น ดังนั้นจึงเป็นกะเพราชนิดใหม่ของโลก

 นายจตุพรกล่าวอีกว่า เนื่องจากประเทศไทยสูญเสียนายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากประสบอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่ จ.น่าน โดยมีพิธีพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา ดังนั้นกรมและคณะนักสำรวจจึงตั้งชื่อพืชพันธุ์ใหม่ว่า “กะเพราศักดิ์สิทธิ์” หรือ Platostoma tridechii Suddee เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและคุณูปการแก่นายศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ กระทั่งจบชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่

 “การตั้งชื่อกะเพราพันธุ์ใหม่ของโลกว่า กะเพราศักดิ์สิทธิ์ น่าจะเหมาะสม เพราะนายศักดิ์สิทธิ์ชอบรับประทานผัดกะเพรามาก โดยกะเพราชนิดใหม่ของโลกนี้ พบเพียงแห่งเดียวคือที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นท้องถิ่นเกิดของปลัดศักดิ์สิทธิ์ ขณะนี้นักอนุกรมวิธาน เตรียมเข้าไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติม และประสานกับนักวิจัยที่เชี่ยวชาญด้านการเพาะขยายพันธุ์ เพราะจัดเป็นพืชหายากใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง” นายจตุพรกล่าว

 ด้าน ดร.สมรานกล่าวว่า สำรวจพบกะเพราะศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ปี 2550 ขึ้นกระจุกตัวเพียงกลุ่มเล็กๆ บนเขาหินทราย สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นกะเพราชนิดใหม่จึงได้เก็บตัวอย่างแห้ง พร้อมถ่ายภาพกลับมาตรวจสอบกับกะเพราที่มีอยู่ทั้งหมด 200 ชนิดทั่วโลก เพิ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นกะเพราชนิดใหม่ของโลก ความโดดเด่นของกะเพราพันธุ์นี้ คือมีช่อดอกแบบช่อฉัตร ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร และช่อย่อยๆ มีดอกเล็กๆ  สีชมพูอมม่วงข้างละ 3-12 ดอก ดอกจะเป็นรูปปากเป็ด สีม่วง ยาว 2-3.5 มิลลิเมตร ด้านบนมี 3 แฉก ด้านล่างมี 1 แฉก

 "น่าเป็นห่วงว่า จากการกลับไปยังจุดเดิมที่มีการค้นพบเมื่อปีก่อน ไม่พบต้นกะเพราะแล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ได้เข้าไปในช่วงเวลาที่เคยไปเจอต้นกะเพราที่สมบูรณ์ แต่หลังฤดูฝนนี้เหง้าของกะเพราะอาจจะงอกขึ้นมาใหม่ แต่ก็กังวลว่าพื้นที่ใกล้เคียงยังมีชาวบ้านได้นำวัวและควายเข้ามาเล็มหญ้าในพื้นที่ภูวัว อาจเหยียบย่ำต้นที่กำลังงอกขึ้นมา นายจตุพรจึงกำชับหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัวเข้าสำรวจกะเพราศักดิ์สิทธิ์ในจุดอื่นๆ เพิ่มเติม และห้ามนำวัวเข้ามาในพื้นที่แล้ว รวมทั้งเสนอให้เป็นพืชที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่งในบัญชีของไอยูซีเอ็น และศึกษาว่ามีสารเคมีพิเศษอะไรหรือไม่ เพื่อจะได้พัฒนาต่อยอด” ดร.สมรานกล่าว

 ด้าน ดร.ราชันย์ ภู่มา หัวหน้าคณะสำรวจพรรณไม้ของหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงปี 2550-2551 ยังค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทยในสกุลโมกอีก 3 ชนิด คือ โมกการะเกตุ โมกพะวอ และโมกนเรศวร ทำให้ปัจจุบันมีพืชสกุลนี้ในไทยเพิ่มขึ้นเป็น 14 ชนิด จาก 25 ชนิดทั่วโลก สำหรับโมกการะเกตุ หรือ Wrightia karaketii D.J.Middleton พบเพียงแห่งเดียวที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ใกล้ชายแดนไทย-พม่า ต้นสูงประมาณ 5-10 เมตร เปลือกสีน้ำตาลเข้ม ดอกสวยงาม กลีบดอกเป็นรูปกงล้อ สีแดงสด มีสีเขียวที่โคนด้านนอก ช่อดอกออกสั้นๆ ปลายกิ่งมีขนละเอียด ก้านช่อดอกยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ออกดอกประมาณเดือนพฤษภาคม ติดผลประมาณเดือนกันยายน พบขึ้นตามเขาหินปูนเตี้ยๆ ในป่าเบญจพรรณ ความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 750 เมตร

 ส่วนโมกพะวอ หรือ Wrightia tokiae D.J.Middleton ต้นสูงประมาณ 15 เมตร เปลือกสีน้ำตาลเข้ม ดอกสวยงาม เป็นรูปกงล้ม สีเขียวอมเหลือง ด้านในและด้านนอกมีสีเข้ม หลอดกลีบดอกยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร กลีบรูปรี ยาวประมาณ 1.3 เซนติเมตร กระบังสีเหลือง เรียงติดกันเป็นวงคล้ายรูปถ้วย พบเฉพาะภาคเหนือบริเวณศาลพะวอ อ.แม่สอด จ.ตาก ขึ้นบนเชิงเขาหินปูน ในป่าเบญจพรรณ ออกดอกประมาณเดือนพฤษภาคม ติดผลประมาณเดือนสิงหาคม

 ขณะที่โมกนเรศวร หรือ Wrightia poomae D.J.Middleton ต้นสูงประมาณ 4 เซนติเมตร เปลือกสีเขียวปนเทา ดอกเป็นรูปกงล้อ สีส้มอมเหลืองสวยงาม ดอกยาวประมาณ 2.7 เซนติเมตร มีปุ่มเล็กๆ ด้านใน กลีบรูปรี ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร พบเฉพาะทางภาคเหนือที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อ.อุ้มผาง จ.ตาก ขึ้นตามสันเขาในป่าเบญจพรรณ ระดับความสูงประมาณ 700 เมตร ดอกออกเดือนพฤษภาคม

 ทั้งนี้ โมกพันธุ์ใหม่ของโลกทั้ง 3 ชนิดพันธุ์ ได้รับการยืนยันการจากนายเดวิด มิดเดลตัน ผู้เชี่ยวชาญพรรณไม้ในสกุลโมกจากหอพรรณไม้เอดินบะระ สหราชอาณาจักร และได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Gardens  Bulletin Singapore ซึ่งเป็นวารสารระดับโลกด้านพรรณไม้แล้ว