
สงครามสงบสำรวจสภาพ"ก.ม.ม.-พท."
บรรยากาศความโศกเศร้าที่ปกคลุมพรรคการเมืองใหม่ ช่วงค่ำของวันที่ 29 สิงหาคม 2553 สะท้อนชัดเจนถึงความผิดหวังอย่างรุนแรง หลังรู้ข่าวว่าสนามเลือกตั้งท้องถิ่น กทม. ไม่เหลือเก้าอี้เพียงสักตัวเดียวให้พรรคน้องใหม่ได้แจ้งเกิด
ถึงในช่วงโค้งสุดท้ายแกนนำที่เชี่ยวชาญการเมืองแบบนักเลือกตั้งซึ่งมีอยู่ไม่มากในพรรคจะ “ไหวตัวทัน” และเริ่มทำใจยอมรับชะตากรรมกันว่าเลือกตั้งเที่ยวนี้การเมืองใหม่จะได้แค่ประกาศตัวอย่างเดียว แต่ไม่ได้เข้าไปทำงาน เพราะรู้ดีว่าสนามท้องถิ่นนั้นไม่ได้สู้ด้วย “กระแส” อย่างเดียว แต่ต้องพร้อมพรั่งไปด้วย “กระสุน” สำหรับอัดฉีด “กลุ่มเป้าหมาย”
พื้นที่ที่การเมืองใหม่ประสบกับความผิดหวังอย่างมากคือ “กทม.รอบใน” ที่ประเมินว่า “พันธมิตรฯ” ที่เคยออกมาชุมนุมจะตบเท้ากันออกมาแบบ “เต็มออก เต็มออก” อย่าง “สายรุ้ง ปิ่นโมรา” อดีต ส.ก. 4 สมัย เขตคลองสาน “รัชต์ยุต ศิรโยธินภักดี" หรือที่รู้จักกันในชื่อ “อมร อมรรัตนานนท์” เขตพระนคร และแอบลุ้นลึกๆ ว่า คนตุลา “คุณภาพคับแก้ว” อย่าง “บุญส่ง ชเลธร” จะนำพาโมเดล “ชุมชนสวัสดิการ” ฝ่าดงแข้งเข้าป้ายไปอีกคน
สุดท้ายตัวเต็งทั้งหมดต่างได้เผชิญกับบทเรียนที่สำคัญในชีวิตของการลงเลือกตั้งไม่น้อยไปกว่ากัน
สาเหตุที่ “พรรคการเมืองใหม่” ไม่อาจ “ปักธง” ได้แม้แต่ผืนเดียว ถูกแจกแจงจาก “สำราญ รอดเพชร” 3 เหตุผลด้วยกันคือ 1.ประชาชนใช้สิทธิน้อย 2.เพิ่งส่งสมัครครั้งแรก ยังไม่มีผลงาน และ 3.ต้องเผชิญกับรูปแบบการหาเสียงแบบเก่าที่ใช้เงินและวาทกรรม
แต่สิ่งที่ทำให้เครื่องสะดุดตั้งแต่ออกสตาร์ทมีมากกว่านั้น ซึ่ง “พรรคการเมืองใหม่” ต้องตีโจทย์ให้แตก อาทิ 1.ปัจจัยทาง “อุดมการณ์” ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นคาดหวังผลประโยชน์พื้นฐานที่ใกล้ตัวมากกว่าจะคิดถึงเรื่องการสร้างรูปแบบ “การเมืองใหม่” ที่ดูจะไกลตัวพวกเขา เช่น ต้องการคนที่จะมาดูแลเรื่องไฟฟ้า น้ำประปา ถนนหนทาง ไม่ได้คาดหวังเรื่องการเปลี่ยนแปลงการเมืองระดับชาติ ต่างกับการเลือกตั้งทั่วไปหรือเลือกผู้ว่าฯ กทม.
2.ความเป็น “เหลือง” การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นไปตามที่นักวิเคราะห์หลายสำนักบอกว่า “การเมืองใหม่” จะตัดแต้ม "ประชาธิปัตย์” สุดท้าย “เพื่อไทย” จะเป็นตาอยู่ แต่กลับกลายเป็นว่า ประชาชนนอกจากจะกลัว “แดง” ไม่กล้าเลือกพรรคเพื่อไทยแล้ว ยังไม่กล้าเลือก “เหลือง” เพราะเป็นคู่ขัดแย้ง.. “ประชาธิปัตย์” จึงเสียบนิ่มๆ รับส้มหล่นไปเต็มๆ เพราะออกตัวเบาๆ อยู่ตรงกลาง เน้นเอกภาพการบริหารทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติเป็นสำคัญ
3. “ความไม่นิ่ง” พรรคการเมืองใหม่รณรงค์หาเสียงในระหว่างที่แกนนำหลายคนมีภาระในทางกฎหมายต้องเดินเข้าสู่การดำเนินการของกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความรู้สึกไม่พร้อมที่จะทำงานรับใช้ประชาชนในพื้นที่ ดังนั้น บุคลากรทางการเมืองของพรรคการเมืองใหม่จำเป็นต้องปลอดพันธะเหล่านี้เพื่อให้ประชาชนเห็นเป้าหมายทางการเมืองของพรรคมากกว่าจะคิดว่ามุ่งหน้าเข้าการเมือง เข้าสู่อำนาจเพื่อหาทางเคลียร์คดีของพวกพ้องตัวเอง
อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจัยด้านลบจะประเดประดังเข้ามากลายเป็นอุปสรรคสำหรับพรรคการเมืองใหม่ แต่สิ่งที่น่าชื่นชมคือ ถึงแม้จะพ่ายแพ้หลุดลุ่ย แต่ก็ยังยืนยันว่า จะใช้แนวทางแบบใหม่ในการหาเสียงโดยใช้นโยบายเป็นตัวนำ ไม่ร่วมสังฆกรรมกับการซื้อเสียง ย่อมเป็นจุดยืนที่ดี เพราะการจะล้างการเมืองเก่าได้มันต้องใช้หลายน้ำ ใช้เวลายาวนาน นี่เพิ่งน้ำแรก อย่าหลงทางไปก่อนเป็นพอ
ฉะนั้น การเมืองใหม่ “ทราบแล้วเปลี่ยน” !!!
อีกพรรคหนึ่งที่อยู่ในสภาพย่ำแย่ และต้องมาดูสาเหตุก็คือพรรคเพื่อไทย
แม้พรรคเพื่อไทยยังออกตัวว่า ตัวเลขในครั้งนี้แทบไม่แตกต่างกับตัวเลขเดิมเลยก็ตาม
การพ่ายแพ้ในสนามเมืองหลวงคราวนี้ แม้แต่ ปลอดประสพ สุรัสวดี แกนนำพรรคยังออกมายอมรับว่า ผู้สมัครของพรรคแพ้เพราะการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ใช้ความรุนแรงถึงขั้นเผาบ้านเมืองนั้น ...อาจจะเป็นปัจจัยบ่งชี้อนาคตอันใกล้ในบางเขตเลือกตั้งส.ส.ก็เป็นได้
เหตุใดจึงมองเช่นนั้น ?
เพราะสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนเสื้อแดงกับความเป็นพรรคการเมืองที่ชื่อพรรคเพื่อไทย
ในความเป็นจริงของพรรคนี้ รู้ๆ กันดีว่าเป็นพรรคใต้อาณัติของคนหน้าเหลี่ยมที่ถือเป็นขวัญใจมหาชนคนเสื้อแดงเช่นกัน
แต่แกนนำระดับสูงของพรรคเพื่อไทยยังเชื่อว่า ไม่ว่าอย่างไร ฐานเสียงของพรรคที่ยังชมชอบนโยบายประชานิยมต้นฉบับรวมทั้งรังเกียจระบบสองมาตรฐานนั้นจะกากบาทให้ผู้สมัครของพรรคแน่นอนและไม่เปลี่ยนแปลง
จริงอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน รวมทั้งภาคกลางบางส่วน พรรคเพื่อไทยสามารถที่จะใช้ "สีแดง” และมวลชน นปช.เข้ามาเป็นฐานเสียงและอาจเป็นแต้มต่อเดียวที่จะคว้าโอกาสจัดตั้งรัฐบาล ตรงนี้คือปัจจัยที่คีย์แมนพรรคนี้ค่อนข้างวางใจ
ขณะเดียวกันบรรดา "กบฏนายใหญ่" ที่ประกาศอิสรภาพทางการเมืองออกมาแล้วบางส่วนนั้น ย่อมต้องการที่จะดูด ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยรวมทั้งตั้งเป้าล้มแชมป์เก่าตั้งแต่ปี 2544-ปัจจุบันลงให้ได้ โดยอาศัยอำนาจรัฐบางด้านเป็นตัวนำสาร แม้ในความเป็นจริงการฝ่าด่านคนหน้าเหลี่ยมนั้นค่อนข้างที่จะยากยิ่งในพื้นที่ข้างต้น
แต่เมื่อประกาศไม่เผาผีกันแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องล้มพรรคนายใหญ่ให้ได้มากที่สุด
ในเขตเมืองหลวง ภาคใต้ ภาคตะวันออก และพื้นที่เขต 1 ในหลายจังหวัดนั้น แกนนำพรรคสะตอบางคนเชื่อมั่นว่า ประชาชนในพื้นที่นี้จะยังคงเชื่อมั่นในพรรคประชาธิปัตย์และไม่มีทางที่พรรคเพื่อไทยจะแทรกขึ้นมาได้
ฉะนั้น การรุมกินโต๊ะพรรคเพื่อไทยในสนามใหญ่จะกำเนิดขึ้นแน่นอน และเมื่อบวกกับปรากฏการณ์ในสนามเล็กเมืองหลวงแบบนี้แล้ว น่าจะทำให้ผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทยหลายคนหวั่นวิตกกันว่า หากยังนำคนหน้าเหลี่ยม คนเสื้อแดงมารวมกับพรรคเพื่อไทยต่อไป หลายชีวิตอาจจะชนะท่วมท้น แต่อีกหลายคนอาจจะสอบตกเป็นแน่
เสถียร วิริยะพรรณพงศา /สมัชชา หุ่นสาระ



