ข่าว

กระตุ้นสังคมผนึกกำลังต้านคอรัปชั่น

กระตุ้นสังคมผนึกกำลังต้านคอรัปชั่น

30 ส.ค. 2553

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจร่วมกับเชนจ์ ฟิวชั่น (Change Fusion) จัดงานเสวนาหัวข้อ "คอรัปชั่น : ต่อต้าน กำจัด สร้างดัชนีชี้วัดความโปร่งใสกันอย่างไร" โดยผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

 นายชาญชัย จารุวัสตร์ กรรมการผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) ดร.อุทิศ ขาวเธียร ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  ดร.จุรี วิจิตรวาทการ เลขาธิการองค์กรเพื่อความโปร่งใสแห่งประเทศไทย และนางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

 ทั้งนี้ ทุกฝ่ายสนับสนุนให้มีการผลักดันแนวทางแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น พร้อมเร่งรัดให้รัฐบาลลงสัตยาบัน การเข้าร่วมเป็นภาคีเข้าเป็นอนุในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต (ยูไนเต็ด คอนเวนชั่น อะเก๊นส์ คอรัปชั่น หรือยูเอ็นซีเอซี)  

 สังคมต้องร่วมแก้ปัญหา

 ดร.อุทิศกล่าวว่า เมื่อไรก็ตามที่การทุจริต คอรัปชั่น หากทำแล้วคุ้ม คือ ร่ำรวยขึ้น ใช้เงินต่ออำนาจ และสังคมยกย่อง การแก้ปัญหาเรื่องนี้เป็นไปได้ยาก ดังนั้น จะทำอย่างไรที่จะทำให้การทุจริตเมื่อทำแล้วไม่คุ้ม ซึ่งคือเป้าหมายของป.ป.ช. ที่จะมุ่งแก้ในประเด็นนี้ แต่บทบาทหลักอยู่ที่สังคม รวมไปถึงภาคเอกชน และสื่อมวลชน คือต้องอาศัยทุกภาคีร่วมแก้ปัญหา โดยสามารถทำได้ 3 บทบาท คือ

 การลงโทษทางสังคม การเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อต้านการทุจริต เช่น ภาคธุรกิจทำความตกลงร่วมกันว่าจะไม่จ่ายใต้โต๊ะ ซึ่งตรงนี้รัฐจะต้องเข้ามาร่วมมือด้วย เพื่อไม่ให้เกิดประโยชน์กับองค์กรที่ไม่ได้ร่วมในข้อตกลง โดยอาจวางหลักเกณฑ์ว่าจะให้ธุรกิจที่อยู่ในข้อตกลงเข้าร่วมประมูลงานของภาครัฐเท่านั้น หรือหากพบการทุจริตในภายหลังก็สามารถจัดการในภายหลังได้ สุดท้ายคือการยกย่องคนทำดี

 ทั้งนี้ ป.ป.ช.พยายามสร้างให้เกิดการบูรณาการการติดตามประเมินผล เพื่อลดช่องทางการทุจริต ซึ่งปัจจุบันในส่วนของภาครัฐเองมีสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ สำนักงบประมาณ ผู้ตรวจราชการทั้งในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงต่างๆ ตลอดจนสำนักงาน ป.ป.ช. และป.ป.ท. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ) ที่คอยติดตามและประเมินผลอยู่แล้ว แต่ที่ไม่ผ่านยังไม่บูรณาการคือต่างคนต่างทำ

 "ขณะนี้เรากำลังยกร่างเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างบูรณาการ เช่น ให้ทางสภาพัฒน์ และสำนักงบประมาณ จากเดิมที่ประเมินความเป็นไปได้และอนุมัติโครงการแล้ว ก็ให้ประเมินเรื่องความเสี่ยงในการบริหารงานไปด้วย โดยดูว่าจะลดการทุจริตอย่างไร เช่น การจัดซื้อจัดจ้างน่าจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย จากนั้นให้ส่งเรื่องต่อไปยังสำนักนายกฯ หรือกระทรวงต่างๆ ที่มีผู้ตรวจราชการรับลูกว่าจะต้องมีกิจกรรมใดเพื่อลดการทุจริต สุดท้ายค่อยส่งเรื่องมายัง ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ต่อไป"

 ดร.อุทิศกล่าวว่า นอกจากจะหาทางป้องกันแล้ว เราจะชี้ช่องทางในทางที่บวกโดยพยายามผลักดันให้มีการประเมินผลในด้านคุณธรรมและจริยธรรมด้วย เช่น ประเทศเกาหลีมีการประเมินผลว่าหน่วยงานนั้นๆ มีการทำดีแค่ไหน ซึ่งที่ผ่านมา ป.ป.ช.ไปดูงานที่ประเทศดังกล่าวมาแต่ก็จะนำมาปรับใช้เพื่อให้เข้ากับวัฒนธรรมใด ซึ่งอย่างน้อยต้องเริ่มเดินหน้าใน 3 ปีข้างหน้านี้

 นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2553 ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ครั้งที่ 14 แต่จัดขึ้นที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก สิ่งที่คาดหวังในขณะนี้คือ กว่า 2 ปีมาแล้วที่ประเทศไทยได้รับภาคีเข้าเป็นอนุในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต แต่รัฐบาลไทยยังไม่ลงนามสัตยาบัน จึงหวังที่จะให้รัฐบาลลงนามในเรื่องนี้หรือสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลยังมีเวลาอีก 2 เดือนจากนี้

 ภาคธุรกิจเดินหน้าผลักดัน

 นายดุสิตกล่าวถึงการเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาทุจริต คอรัปชั่น ว่า ภาคธุรกิจมีความจำเป็นต้องเข้ามาดูแลในเรื่องของสังคม เพราะเห็นว่าหากสังคมอยู่ไม่ได้แล้ว ประเทศชาติก็อยู่ไม่ได้ ภาคธุรกิจเองก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน จึงเข้ามาผลักดันเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง ซึ่งลองคิดดูว่า งบประมาณใช้จ่ายประเทศ 3-4 แสนล้าน หายไป 1 แสนล้าน ประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างไร เราจึงมีมติเป็นเอกฉันท์เดินหน้าในเรื่องแก้ปัญหาคอรัปชั่น

 โดยมอบหมายให้นายนันดอร์ แวน เดอ ลูร์ ประธานหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย และทีมงานดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งความคืบหน้าได้เริ่มวางกรอบว่าจะทำอย่างไร ขณะเดียวกันได้ทำเรื่องจรรยาบรรณนักธุรกิจ ขั้นต่อไปที่เราจะดำเนินการ คือจะพยายามชักชวนคนดีเข้ามาร่วมบริหารงานกัน คนที่ไม่ดีจะเห็นความแตกต่างได้ และไม่ว่าจะอยู่ในภาคธุรกิจหรือไม่ แต่หากเป็นคนดีเราก็จะมอบรางวัลให้ และหาวิธีการประณามคนเลว

 "ขณะนี้ทางสภาหอการค้ากำลังศึกษาในเรื่องการจัดทำดัชนีชี้วัดค่าความโปร่งใส ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าที่จะเข้ามาดำเนินการอย่างไรต่อเพื่อให้ชัดเจนขึ้น โดยถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทำเป็นมาตรฐาน และที่สำคัญจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง และหยุดไม่ได้เพื่อให้เป็นโมเมนตั้มในการเปลี่ยนแปลงต่อไป" นายดุสิตกล่าวและว่า ที่สำคัญเรื่องการลงสัตยาบันในการเข้าเป็นภาคีในยูเอ็นซีเอซี ซึ่งเรายังไม่ได้ทำทั้งที่ได้ดำเนินการเบื้องต้นไปแล้วกว่า 2 ปี และเรากำลังจะเป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้ช่วงปลายปี ซึ่งหากคิดว่าทำแล้วไม่ดีก็น่าจะถอนไปเสีย

 ด้านนายชาญชัยกล่าวว่า ขณะนี้ไอโอดีได้เห็นพ้องกับทางหอการค้าว่าถึงเวลาแล้วที่จะนำมาตรการพัฒนาด้านบรรษัทภิบาล (ซีจี) มาใช้ในการปราบปรามคอรัปชั่น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องคือ รัฐ สังคม และธุรกิจจะต้องไปด้วยกัน เริ่มด้วยการที่รัฐบาลให้สัตยาบันในการรับภาคีเข้าเป็นอนุในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต มีความร่วมมือระหว่างประเทศ และให้มีการติดตามทรัพย์สินกลับคืนมา เช่นกรณีที่มีการคอรัปชั่นในบ้านเราแล้วเอาทรัพย์สินออกมา แต่กลับเรียกร้องทรัพย์สินกลับคืนไม่ได้ ก็เป็นเหมือนเสือกระดาษ

 สุดท้ายคือการมีส่วนร่วมของทุกภาคสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนที่สามารถเล่นบทบาทนี้ได้ดี โดยเริ่มต้นที่การให้ความรู้ นำหลักการของยูเอ็นซีเอซี มาเปิดเผย เพื่อเป็นการสร้างกระแสสังคมให้เกิดขึ้น

 ส่วนภาคเอกชนได้ร่วมกับหอการค้าที่จะมีมาตรการดำเนินการเช่น ประกาศตัวเองว่าจะไม่มีการจ่ายสินค้า ซึ่งใครที่ไม่ประกาศร่วมภาคีก็จะไม่มีสิทธิเข้าร่วมประมูลงานของภาครัฐ แต่ก็จะต้องมีคณะทำงานเข้ามาควบคุมดูแล ให้เป็นเหมือน วอชท์ ด๊อก อีกส่วนคือการพัฒนาภายในกลุ่มองค์กรเองเริ่มจากการพัฒนาตนเอง และเข้าร่วมเป็นสมาชิกของชมรมที่จะจัดตั้งขึ้นมา ซึ่งเมื่อมีสมาชิกจำนวนมากขึ้นก็จะทำให้องค์กรที่ไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกรู้สึกละอายใจในที่สุด แต่ก็ใช่ว่าทุกองค์กรจะเข้าร่วมชมรมนี้ได้ จะต้องมีมาตรฐานในระดับหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศมาตรการเหล่านี้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

 แนะสร้างการเมืองแบบใหม่

 ดร.จุรี แสดงความเห็นว่า การปราบปรามการทุจริตที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะต่างคนต่างทำ ซึ่งมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องของความไม่เป็นธรรมในสังคม เป็นการสร้างมาตรฐานที่ทำให้สังคมไขว้เขว แต่ที่ผ่านมามักจะมีการแก้ไขเป็นจุดๆ ทั้งๆ ที่การทุจริตเป็นการสร้างค่านิยมไปในลักษณะทำให้สังคมมีความเสียหาย เกิดความไม่เป็นธรรม และเป็นเหมือนวงจรอุบาทว์ที่คนที่มีเงินสามารถใช้เงินในการซื้อเสียงเพื่อมีอำนาจทางการเมือง ทำให้ฐานทางการเมืองแข็งแกร่งขึ้น สามารถกำหนดนโยบายสาธารณะได้ และเมื่อยิ่งมีอำนาจก็ยิ่งสร้างความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมากขึ้น

 ดังนั้น จะทำอย่างไรที่จะตัดวงจรอุบาทว์เหล่านี้ หนทางหนึ่งคือการสร้างการเมืองแบบใหม่ที่ให้คนดี คนเล็กคนน้อยสามารถเข้าไปสู่เวทีการเมืองได้ สังคมจะต้องเอาจริงเอาจังกับเรื่องถูกผิด