
ประชามติ 29 สิงหา
การเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม อาจเห็นว่าเป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่ไม่สลักสำคัญอะไรมากนัก หากแต่การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น กทม.นั้นมีนัยสำคัญอย่างยิ่งกับการเลือกตั้งระดับชาติ ในฐานะ
เป็นจุดศูนย์กลางการปกครอง บริหารของประเทศ ซึ่งอาจใช้อธิบายแนวโน้มภาวะทางการเมืองในอนาคตได้ ถึงแม้ว่า กทม.จะไม่ใช่พื้นที่ที่จะตัดสินการเมืองไทยทั้งหมด แต่ทุกพรรคการเมืองก็ปรารถนาจะยึดพื้นที่ใจกลางมหานคร ไม่ว่าจะด้วยจำนวน ส.ส. หรือโอกาสที่จะขยายฐานการเมืองออกไป เช่นเดียวกับพรรคการเมืองในอดีต
พรรคการเมืองทั้งในปัจจุบัน และอดีตที่เติบโตมาจากการเมืองท้องถิ่น กทม. เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ที่เกิดใน กทม.ตั้งแต่ยุคนายควง อภัยวงศ์ และขยายฐานไปสู่ต่างจังหวัด จนกระทั่งยึดภาคใต้ได้ในที่สุด พรรคประชากรไทย อาจมีพัฒนาการที่แตกต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวคือ เป็นการโตในการเมืองระดับชาติ จากนั้นจึงขยายไปสู่ท้องถิ่น กทม. พรรคพลังธรรม ก็เป็นอีกกรณีตัวอย่างที่มีที่มาจากการเมืองท้องถิ่น กทม. ด้วยชัยชนะอย่างถล่มทลายของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แห่งกลุ่มรวมพลัง ในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก่อนที่ไปสู่การเมืองระดับชาติ ฉะนั้น การเมืองท้องถิ่น กทม. จึงมีอิทธิพลมากต่อการเมือง
อย่างไรก็ตาม สนามการเลือกตั้ง กทม. ไม่เคยมีพรรคการเมืองใด ยึดครองพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในพื้นที่ กทม. การตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองจึงผันแปรไปตามสถานการณ์ เมื่อโครงสร้างการบริหาร กทม.เปลี่ยนไป มีการเลือกตั้งในทุกระดับจนถึงสมาชิกสภาเขต กลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น กทม.เหล่านี้ก็มีบทบาทอย่างสำคัญต่อการเลือกตั้ง ส.ส.กทม. ซึ่งการที่พรรคการเมืองใด ได้ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ก็จะมีผลต่อการเลือกตั้งสนามใหญ่ โดยเฉพาะในสถานการณ์ช่วงชิงความชอบธรรมระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย โดยมีพรรคการเมืองใหม่เป็นตัวสอดแทรก ชัยชนะครั้งนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่ง
เหลือเวลาอีกปีเศษ การเมืองไทยจะพลิกโฉมหน้าไปในทิศทางใด ก็ยากจะคาดเดา แต่การยึดฐานที่มั่น กทม.ได้ จะเป็นหลักประกันอย่างน้อยก็ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราขอแสดงความยินดีกับตัวแทนทุกพรรคการเมือง ที่ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในสภาท้องถิ่น กทม.ครั้งนี้ ในแง่ของพรรคการเมืองที่ได้ครองเสียงส่วนใหญ่ในสภา กทม. และสภาเขต ก็อาจจะเพิ่มความมั่นใจในการต่อสู้ทางการเมืองมากขึ้น แต่ในแง่ภาระหน้าที่ ว่าที่สมาชิกสภาเขต และสภา กทม. จะต้องตระหนักว่า หน้าที่ที่จะต้องทำหน้าที่พัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้า ทำเพื่อประชาชนและประโยชน์สาธารณะคือภารกิจสำคัญลำดับแรก



