
พลังเงียบจนตายด้าน
ผ่านไปแล้วสำหรับการเลือกตั้งการเมืองระดับท้องถิ่น สก. สข. ของกรุงเทพฯ มีประชาชนมาใช้สิทธิไม่ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และเป็นไปตามคาด พรรคประชาธิปัตย์กวาดที่นั่งไปเกือบหมด เหลือให้พรรคเพื่อไทยแดงน้อยกว่าเดิม และมีผู้สมัครอิสระได้ด้วย
พรรคการเมืองใหม่ ไม่ได้แม้แต่เก้าอี้เดียว ถึงจะคาดหวังไว้ว่าควรจะได้บ้าง ประชาชนเลือกของตายคือค่ายสะตอ เพราะส่วนหนึ่งกลัวว่าพวกแดงจะเข้า
ถ้าคะแนนยื้อกันระหว่างพรรคการเมืองใหม่ และค่ายสะตอ!
นี่เป็นบทเรียนค่อนข้างเจ็บปวดสำหรับพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งเป็นองคาพยพร่วมกันกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถ้าความคิดของผู้ลงคะแนนเป็นแบบนี้ ก็ยิ่งแจ้งเกิดยากในสนามเลือกตั้งระดับชาติ ถ้ายังหวาดผวาพรรคเพื่อแดงจะกุมอำนาจ
ข้ออ้างที่ว่า ฐานเสียงค่ายสะตอกับพรรคการเมืองใหม่เป็นฐานเดียวกันนั้น อาจเป็นจริงบางส่วน ถ้าเช่นนั้น พรรคการเมืองคงต้องรอให้ค่ายสะตอตกอยู่ในความเสื่อม เพราะปัญหา เช่นการทุจริต คอรัปชั่น การแสวงหาผลประโยชน์แบบไม่เกรงใจชาวบ้าน
จะกอบโกยเอง หรือยอมให้พรรคร่วมเขมือบเต็มที่ แล้วรอส่วนแบ่ง ก็ตามที!
บทพิสูจน์เห็นได้ซ้ำซาก สร้างความน่าอนาถใจ ก็คือ จำนวนผู้มาใช้สิทธิต่ำกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นจิตสำนึกทางการเมืองของประชาชนเมืองหลวง ว่าแย่จริงๆ
เป็นแบบนี้มานานแสนนานแล้ว และคงเป็นอย่างนี้อีกต่อไป! ข้ออ้างเรื่องพลังเงียบนั้น เป็นเพียงถ้อยคำปลอบใจ เพราะพลังเงียบนั้น เงียบนานหลายสิบปีแล้ว
พลังเงียบที่ว่านี้ ที่แท้เป็นผู้ไม่สนใจการเมือง จะอ้างเหตุผลใดก็ตามที บ้างก็อ้างว่าเลือกไปก็เท่านั้น ไม่แตกต่างกัน จะกินมาก หรือกินน้อย ก็กินเหมือนกัน
บางพวกก็อ้างว่าเสียเวลาทำมาหากิน ไม่มีเวลา สารพัดจะแก้ตัว!
แต่มีเรื่องอะไร เสียงคนเมืองกรุงจะดังกว่าที่อื่น จะร้องโวยวาย เลิกเงียบ ก็ต่อเมื่อผลประโยชน์ของตัวเองได้รับผลกระทบ การเงียบแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวเห็นได้ชัดเมื่อพวกแดงยึดถนนราชดำเนิน และสี่แยกราชประสงค์ นานกว่า 2 เดือน
ได้แต่บ่นเรื่องความไม่สะดวก แต่ไม่ยอมสู้เพื่อความถูกต้องว่าการชุมนุมโดยมีกองกำลังติดอาวุธนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ใช้ความรุนแรง ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่เป็นการประกอบอาชญากรรม ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง
ดังนั้น พลังเงียบที่ว่า จึงเป็นพลังที่ตายด้าน ไร้ความรู้สึก ปล่อยให้นักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้าสุมหัวกันโกงบ้านกินเมือง จนแทบล่มจม ก็ยังไม่รู้ร้อนหนาว
เป็นอาการของพวกยอมสยบ ก้มหน้าก้มตาดำเนินชีวิตของตัวเอง ไม่มีส่วนรวมกับกิจกรรมใดๆ เพื่อส่วนรวม หรือความอยู่รอดของบ้านเมือง ขอให้ตัวเองมีกินมีใช้
ขณะเดียวกันก็โทษเวรกรรมของบ้านเมือง และกรรมเก่าของตัวเอง!
เมื่อเป็นเช่นนี้ นักการเมืองจึงเห็นโอกาสที่จะลงรากฝังลึก สร้างความอยุติธรรม ไร้คุณธรรม สร้างเครือข่ายพวกพ้องเพื่อดำรงฐานอำนาจเพื่อครองเมืองตลอดไป
คนเมืองหลวงไม่รู้สึกอาย ที่จิตสำนึกทางการเมืองต่ำกว่าคนต่างจังหวัด หลบอยู่หลังข้ออ้างว่าการเมืองสกปรก ไม่ยุ่งเกี่ยว มีอิทธิพลมืด! น่าสิ้นหวังจริงๆ นิ! อิอิอิ!!!



