ข่าว

"ศิริโชค"ซัด"ประสพสุข"มีหน้าที่ดูแลส.ว.ไม่ใช่ส.ส.

"ศิริโชค"ซัด"ประสพสุข"มีหน้าที่ดูแลส.ว.ไม่ใช่ส.ส.

30 ส.ค. 2553

"ศิริโชค" ชี้ "ประสพสุข" มีหน้าที่ดูแลส.ว.ไม่ใช่ส.ส. มั่นใจไม่ถูกตัดหางพร้อมแจงพรรคหากข้องใจ ซัด ”จตุพร” โกหก เป้าหมายหวังทำลายความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมว่าสองมาตรฐาน ปลุกสังคมประณาม

 (30ส.ค.) นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์และคนสนิทนายกรัฐมนตี กล่าวกรณีมีบางฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์กรณีการเข้าพบนายวิกเตอร์ บูท ผู้ต้องหาคดีค้าอาวุธข้ามชาติ ชาวรัสเซียว่า อันนี้มันไม่ใช่เรื่องคดี แต่เป็นเรื่องการหาข้อมูลทั่วไป ตนคิดว่าการไปเอาหน่วยงานราชการมาทำเป็นการแทรกแซง และด้วยความบริสุทธิ์ได้เปิดเผยตัวเอง และเดินเข้าไปในเรือนจำถูกต้องทุกอย่าง เพียงแต่ว่าสังคมอาจจะมีความรู้สึกว่า ตนอยู่ในแวดวงของนายกฯ จึงทำให้มีความรู้สึกอย่างนั้นไป แต่ข้อเท็จจริงเราต้องยอมรับว่า ส.ส.นอกจากมีหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็ต้องมีหน้าที่ต่อประชาชน ต้องมีหน้าที่เข้ามาปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ เมื่อเราเห็นว่ามีความจำเป็น อย่างเช่นกรณีนี้ก็เช่นกัน เราเข้าไปหาข้อมูล ซึ่งเป็นข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้นเอง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคดีเลย

 เมื่อถามว่า การที่เป็นส.ส.ของรัฐบาล โดยที่ต้นสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ก็บอกว่าพรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย ทำให้รู้สึกน้อยใจหรือไม่ นายศิริโชค กล่าวว่า ไม่มี มันเป็นข้อเท็จจริงที่อธิบายมาโดยตลอด แม้แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และกับทุกคนก็ยืนยันข้อเท็จจริงว่า เราแยกการทำงาน ฝ่ายนิติบัญญัติทำงานเรื่องหนึ่ง และฝ่ายบริหารทำงานอีกเรื่องหนึ่ง แต่แน่นอนทั้ง 2 ฝ่ายต้องเอาข้อมูลเชื่อมโยงกัน ตนในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติก็เอาข้อมูลให้ฝ่ายบริหาร แต่ฝ่ายบริหารจะตัดสินใจดำเนินการอย่างไร ก็เป็นสิทธิ และเป็นหน้าที่ของฝ่าบริหารอย่างเต็มที่

 “ระหว่างการไปเอาข้อมูลและการยุ่งเกี่ยวกับคดีมันคนละเรื่องกัน ส่วนฝ่ายบริหารจะนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจหรือไม่ เป็นสิทธิของฝ่ายบริหาร ผมไม่สามารถไปบอกฝ่ายบริหารให้เอาข้อมูลนี้มาใช้ แต่อย่างน้อยผมได้ทำหน้าที่ในฐานะเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ในฐานะที่เป็นส.ส.คนหนึ่ง ในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่ง นำเอาข้อมูลที่เห็นว่า มีความเหมาะสม และเป็นประโยชน์ มานั่งนึกย้อนหลังถ้าวันนั้นไม่เข้าไป เราจะได้ข้อมูลหรือเปล่า” นายศิริโชค กล่าว

 เมื่อถามว่า คิดว่าถ้าวันนั้นไม่ได้เข้าไปในฐานะคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี คิดว่าจะได้เข้าไปหรือเปล่า นายศิริโชค กล่าวว่า ตนว่าเรือนจำดูตามเหตุตามผล ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ถ้าเราพูดอย่างนั้น คนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีทุกคนต้องนั่งเงียบ ไม่ทำอะไร แต่ไม่ใช่ แต่ตนคิดว่าคนที่ใกล้ชิดนายกฯ ยิ่งต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้นายกฯ และฝ่ายบริหารได้เห็นข้อเท็จจริงอีกมุมหนึ่ง สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่ท่านต้องไปตัดสินใจจะใช้ข้อมูลหรือเปล่า อย่างน้อยก็ได้เห็นข้อมูลทุกด้าน วันนี้ต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องของโลกข้อมูล ใครมีข้อมูลเยอะก็จะมีความได้เปรียบ

 เมื่อถามว่า เป็นเพราะอยู่ใกล้ชิดนายกฯหรือไม่ จึงตกเป็นเป้าโจมตี นายศิริโชค กล่าวว่า ตนว่าเป็นปกติของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เมื่อโจมตีนายกฯ ไม่ได้ ก็พยายามโจมตีคนใกล้ชิดเพื่อที่จะชิ่งไป เรียนชัดว่า นายจตุพรมีเป้าหมายชัดเจน ทำลายกระบวนการยุติธรรมมาตั้งแต่ต้น พยายามบอกว่าเป็นสองมาตรฐาน และวันนี้ก็พยายามโยงให้เป็นสองมาตรฐาน ตนไม่แปลกใจ แต่ว่าความเชื่อของแต่ละคนมีสิทธิที่จะเชื่อได้ ตนอยากให้สังคมยึดมั่นว่า กระบวนการยุติธรรมไทยเป็นกระบวนการที่ถูกต้องแล้ว เพราะถ้าไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมไทย ตนคิดว่าประเทศชาติมันเดินไม่ได้ และใครที่พยายามทำลายกระบวนการยุติธรรมของไทยเราต้องประณาม

 เมื่อถามถึงกรณีที่นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ออกมาตำหนิว่า เป็นการไม่เหมาะสมการเข้าพบนายวิกเตอร์ บูทจะทำให้ปัญหาบานปลาย นายศิริโชค กล่าวว่า ตนคิดว่าบางทีข้อมูลของแต่ละคนที่ได้มาอาจจะได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน

 “ผมเองก็ไม่อยากไปต่อว่าประธานวุฒิสภา เพราะท่านก็มีหน้าที่ในการดูแลวุฒิสภาอยู่แล้ว แต่บังเอิญนี่เป็นสภาผู้แทนราษฎร และหน้าที่ของเรามีความชัดเจนอยู่แล้วว่า การไปหาข้อมูลกับการไปยุ่งเกี่ยวกับคดีเป็นคนละเรื่องกัน และที่ท่านยกตัวอย่างว่า ถ้าท่านเป็นผู้พิพากษา ท่านจะไม่คุยกับโจทย์ และจำเลย แน่นอนเพราะท่านเองมีส่วนได้ส่วนเสีย แต่กรณีนี้ท่านเองก็ยืนยันชัดเจนว่า กระบวนการยุติธรรมไม่มีทางถูกแทรกแซงอย่างแน่นอน ผมเองไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับคดีนี้เลย เพียงแต่ไปเอาข้อมูลเฉยๆ เพียงแต่ว่า บางทีท่านถูกตั้งคำถามนำท่านก็เลยตอบไป แต่ข้อเท็จจริงแล้วผมเชื่อว่า เรื่องนี้เป็นการทำหน้าที่โดยบริสุทธิ์ใจเพื่อปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติโดยส.ส.คนหนึ่ง” นายศิริโชค กล่าว

 เมื่อถามว่า ทำให้ต่อไปจะทำอะไรต้องระมัดระวังมากขึ้นหรือไม่ นายศิริโชค กล่าวว่า ระมัดระวังอยู่แล้ว ตนไม่โอนเอนไปตามกระแส ตนดูตามกฎระเบียบ ข้อกฎหมาย และการที่ตนเป็นส.ส.ที่ประชาชนเลือกมา ตนก็จะทำหน้าที่ไม่ใช่แค่ยกมือในสภาอย่างเดียว ตนมีหน้าที่ต่อประชาชนในการดูแล และปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ตอนที่เป็นส.ส.ฝ่ายค้านก็ทำแบบนี้ เมื่อเป็นส.ส.รัฐบาลจะให้ทิ้งหน้าที่นี้คงไม่ได้

 “กับเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้มีปัญหา ท่านเข้าใจการทำงาน เพราะท่านก็เคยเป็นฝ่ายนิติบัญญัติมาก่อน แต่แน่นอนสิ่งที่ท่านชี้แจงก็คือข้อเท็จจริงว่า ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกันได้ หรือการแทรกแซงฝ่ายบริหาร เพราะเป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารตลอดเวลา ที่ต้องทำหน้าที่ควบคู่กันไปตลอดอยู่แล้ว และการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนในพรรคด้วยกันเอง ไม่ใช่ว่าผมถูกลอยแพ แต่กลับยิ่งทำให้ผมแข็งแกร่ง ถือว่าเป็นยาชูกำลัง ท่านก็พูดไปตามข้อเท็จจริง อ่านเนื้อหาไม่มีอะไรจริงๆ ในทางกลับกันสิ่งที่ท่านสุเทพพูดจะทำให้สังคมแยกแยะออก ไม่ทำงานก็ไม่ถูกตำหนิอยู่แล้ว พอเราทำงานเราก็ต้องกล้ายืนต่อสู้กับกระแส ผมเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นส่งที่ถูกต้องอยู่แล้ว และในการประชุมพรรคอังคารนี้หากมีใครสงสัยก็พร้อมจะชี้แจงอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา และคิดว่าส.ส.ก็ต้องทำหน้าที่ตัวเองอย่างเข้มแข็ง” นายศิริโชค กล่าว

 เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะไม่กลายเป็นว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นคนสองหน้า คืออีกหน้าหนึ่งเดิมเกมหาข้อมูล อีกด้านหนึ่งก็ปฏิเสธเมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์หนักๆ เข้า นายศิริโชค กล่าวว่า จะหันไปทางไหนก็มีวิธีการวิพากษ์วิจารณ์ บอกว่าโดนลอยแพ ไม่ถูกมองว่าลอยแพก็ว่าเล่นสองหน้า เพราะฉะนั้นก็เลือกเอาจะเชื่ออย่างไร แต่อยากให้เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปัตย์ เมื่อถามต่อว่า ยืนยันหรือไม่ว่า สิ่งที่ทำไม่ได้ทำให้เรื่องนี้บานปลาย นายศิริโชค กล่าวว่า ไม่บานปลาย ถ้าจะบานปลายก็บานปลายกันเองในประเทศไทย สหรัฐฯกับรัสเซียเขายังไม่สนใจ แม้แค่วิกเตอร์ บูทก็ออกมาพูดว่า เป็นเรื่องโจ๊ก ถ้าอยู่ในประเทศรัสเซีย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพียงแต่นายจตุพรดึงเรื่องนี้มาให้กระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ดึงต่างชาติให้มีความเคลือบแคลงในกระบวนการยุติธรรมของไทยเท่านั้นเอง ควรจะประณามนายจตุพร นอกจากโกหกแล้วยังใส่ร้ายกระบวนการยุติธรรม และคราวนี้ไม่ใช่แค่จับแพะชนแกะ แต่เป็นเรื่องโกหกล้วนๆ