ข่าว

 คิดแบบ “กรณ์”

คิดแบบ “กรณ์”

29 ส.ค. 2553

ในที่สุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในตลาดซื้อพันธบัตร 1 วัน อีก 0.25% ขยับจาก 1.50% เป็น 1.75% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่อง 2 ครั้ง ตามความคาดหมาย แม้ก่อนหน้านี้คุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะออกมาแ

เพราะการขยับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ย่อมส่งให้เม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนทั้งทางตรงและทางอ้อมเพิ่มมากขึ้น เงินบาทที่แข็งค่าอยู่แล้วจึงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นไปอีก ขณะที่อีกปัจจัยหนึ่งที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม คือ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างร้อนแรง ตามตัวเลขของสภาพัฒน์ ที่เปิดเผยล่าสุดว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 9.1% หลังจากไตรมาสแรก โตไปแล้ว 12% เท่ากับครึ่งปีแรก เศรษฐกิจมีอัตราการขยายตัวสูงถึงประมาณ 10.5%

 หลังจากนำ 2 ปัจจัยใส่ตาชั่ง ลองวัดน้ำหนักดูแล้ว การขึ้นดอกเบี้ยของแบงก์ชาติ จึงเท่ากับว่า นาทีนี้ขอดูแลเรื่องอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นประการแรกก่อน ส่วน “ค่าเงิน” ที่แข็งค่าขึ้นนั้น ก็ค่อยๆ หาเรื่องแก้ไขดูแลกันต่อไป

 จริงๆ เรื่องนี้ก็เป็นหลักคิดง่ายๆ ว่าเรื่องไหนสำคัญมาก เร่งด่วนมาก เราก็ต้องดูแลเรื่องนั้นก่อน แล้วค่อยไปจัดการเรื่องที่สำคัญมาก แต่ไม่เร่งด่วนทีหลัง ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดนโยบายสำคัญของประเทศ หรือการทำงานในองค์กร แม้กระทั่งการใช้ชีวิตส่วนตัว ดิฉันว่า หลักการนี้นำมาใช้ได้หมดกับทุกเรื่องจริงๆ

 และทุกสิ่งอย่างที่ทำ อย่าไปคาดหวังว่าจะไม่เกิดผลกระทบข้างเคียง เพียงแต่ว่าเราสามารถควบคุมหรือดูแลผลกระทบข้างเคียงนั้นได้มากน้อยแค่ไหน

 พูดถึงตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่ทำไปทำมาปีนี้มีโอกาสเห็นตัวเลขในระดับ 7.0-7.5% แม้ว่าจริงๆ จะมาจากหลายส่วน แต่ก็ต้องให้เครดิตแก่คุณกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ว่ามีส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายและผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้

 ที่จริงสมัยเป็นนักข่าวภาคสนามใหม่ๆ ดิฉันวิ่งทำข่าวคุณกรณ์อยู่หลายครั้ง ตั้งแต่ยังเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เจ.เอฟ.ธนาคม ที่คุณกรณ์ลงทุนก่อร่างสร้างธุรกิจด้วยตัวเองด้วยวัยเพียง 24 ปี มาสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายตอนที่คุณกรณ์ทำงานให้เจ.พี.มอร์แกน ก่อนจะลาออกเข้าสู่วงการการเมืองได้ไม่นาน

 ย้อนกลับไปวันนั้นเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ดิฉันยังถามคุณกรณ์อยู่เลยว่า ถ้าถามตอนนี้อยากทำอะไรมากที่สุด คุณกรณ์มองออกไปด้านนอกหน้าต่าง ซึ่งเห็นรถราวิ่งขวักไขว่บนถนนสาทร แล้วบอกว่า “อยากเป็นผู้ว่าฯ กทม.”  เขาบอกว่า จะแก้ปัญหารถติดให้ได้ เพราะเชื่อว่าที่รถราในกรุงเทพฯ ติดขัดทุกวันนี้ ปัญหาหลักมาจากการขาดวินัยจราจร ทั้งขับรถไม่ถูกกฎจราจร จอดในที่ห้ามจอด และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งถ้าเข้มงวดกวดขันเอาจริงเอาจัง และถูกปรับหนักๆ ก็จะลดปัญหาลงได้มาก

 พอดีกับที่คุณวีระ ธีรภัทร นำหนังสือชื่อเรื่อง “ผู้ชาย...ผู้ไม่แพ้ กรณ์ จาติกวณิช” ซึ่งเขียนโดยคุณรวิพิมพ์ กิ่งวัฒนานันท์ มาเล่าผ่านรายการ “เงินทองต้องรู้” ถึงหลักการลงทุนของคุณกรณ์ ทำให้ดิฉันนึกได้ว่า เมื่อครั้งเป็นบรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Stock Focus ดิฉันเคยส่งคุณพงศกร แจ้งประภากร ซึ่งเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการ ไปสัมภาษณ์คุณกรณ์ที่รัฐสภา ในฐานะ “รมว.คลังเงา” เมื่อเทียบเคียงกับคุณวีระหยิบยกมาจากหนังสือ ก็เห็นว่ามีหลายประเด็นที่เหมือนกัน แสดงให้เห็นถึงแนวคิดที่มุ่งมั่นและเป็นตัวตนของคุณกรณ์จริงๆ

สำหรับหลักการลงทุนที่คุณกรณ์ใช้มาตลอดนั้น เขาบอกว่ามีอยู่ 7 ข้อด้วยกัน นั่นคือ 1.ต้องลงทุนในบริษัทที่มีความเชื่อมั่นในตัวผู้บริหาร 2.ต้องคิดเสมอว่าเวลาซื้อหุ้น คือ การซื้อส่วนหนึ่งของกิจการ ไม่ใช่แค่แผ่นกระดาษ 3. ต้องไม่หลงรักกับหุ้นที่ถืออยู่ เพราะถ้าซื้อแล้วหลงรัก บางทีจะทำให้ขาดเหตุและผลในการตัดสินใจ

4.ทุกวันถือเป็นวันใหม่ ต้นทุนและที่มาไม่สำคัญ  5.ต้องมีวินัย 6.ความผันผวนของตลาด เป็นโอกาสในการลงทุน อย่าไปกลัวตลาดมากเกินไป และอย่าไปเล่นกับตลาดมากเกินไป และ 7.ต้องเผื่อการคาดการณ์ที่ผิดพลาดของคุณเอง ไม่จำเป็นต้องซื้อในราคาต่ำสุด หรือขายในราคาสูงสุด ประเมินราคาที่เหมาะสมและเป็นราคาที่เราพอใจ

 คุณกรณ์ยังลงทุนซื้อที่ดิน ในทำเลที่ต่างออกไปจากกระแส เพราะในขณะที่ผู้คนหลั่งไหลไปเขาใหญ่ คุณกรณ์กลับเลือกที่ดินที่มวกเหล็ก สระบุรี เช่นเดียวกับการเลือกซื้อที่ดินที่เชียงราย แทนที่จะเป็นเชียงใหม่ และปราณบุรี แทนที่จะเป็นหัวหิน

 “ต้องบอกก่อนว่า การลงทุนในที่ดิน ผมไม่ได้มองในแง่ของโอกาสในการสร้างกำไร มันจะไม่เหมือนกับการลงทุนในหุ้น แต่เราซื้อในแง่ของความรัก ความผูกพันมากกว่า เราซื้อตอนนี้ เพราะเราต้องการปลูกต้นไม้ให้เติบโตให้ร่มเงาในช่วงที่เรายังมีชีวิตอยู่”

 ดิฉันชอบตอนที่คุณพงศกรถามคุณกรณ์ เรื่องอนาคตทางการเมือง (ซึ่งขณะนั้น คุณกรณ์เป็นเพียงแค่ ส.ส. ไม่ใช่ รมว.คลัง เฉกเช่นทุกวันนี้) คุณกรณ์บอกว่า สมัยทำธุรกิจ จะบอกลูกน้องเสมอว่า อย่ามองไปที่กำไรเพียงอย่างเดียว อย่ากำหนดกำไรเป็นเป้าหมาย เพราะว่าจะมีส่วนกระทบกับพฤติกรรมของเราในเชิงยุทธศาสตร์  เช่น อาจทำให้ต้องหาเส้นทางลัดเพื่อไปถึงตัวเลขนั้น และจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และชื่อเสียงบริษัท ซึ่งกู้กลับคืนมาได้ยากมาก ดังนั้น ถ้าตั้งใจทำให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นบริษัทที่ชื่นชอบ และเชื่อมั่นของลูกค้า ผลตอบแทน หรือกำไรมันจะตามมา และส่งผลในเชิงบวกกับบริษัทมากกว่า

 เช่นเดียวกันกับการเมืองที่เขาเชื่อในระบบสภา ระบบประชาธิปไตยว่า ถ้าทำดี เข้าตาประชาชน สุดท้ายยศ ตำแหน่งก็จะมาเอง

 ขอแบ่งปันเรื่องราวดีๆ ของคุณกรณ์อีกครั้ง ให้สมกับที่เราอยู่ในโลกของการแบ่งปัน


ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]