
บัตรลดหนี้ฯ ดี แต่ยังไม่พอ
ไล่หลังไม่กี่สัปดาห์ก่อนนี้ ผมมีโอกาสไปงานสัมมนาที่จัดที่โรงแรมแห่งหนึ่ง วันนั้นไปในฐานะผู้บรรยายที่ร่วมแชร์ประสบการณ์การบริหารความสัมพันธ์กับสมาชิกสินเชื่อ โดยผมเน้นพูดแบบภาคปฎิบัติเป็นหลัก ไม่เน้นทฤษฏีมาก อยากให้ฟังแล้ว เอาไปประยุกต์ใช้จริงได้
ผมพูดไว้ชัดเจนว่า ความยากในงานของเราอยู่ที่ต้องมองลูกค้าให้เข้าใจ ไม่มีทัศนคติว่าการกู้เงินคือเรื่องที่ผิด ใครจะกู้ก็ได้ หากจำเป็น มีเหตุผล และนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์
ยิ่งกว่านั้น ต้องไม่คิดว่าวินัยในการชำระเป็นหน้าที่ของลูกค้าอย่างเดียว เมื่อคิดจะกู้ ก็ต้องชำระ คนให้กู้ไม่เกี่ยว
ทัศนคติที่ฝังในหัวพวกเรา “ธุระต้องใช่ครับ” อะไรที่สนับสนุนให้เกิดสังคมคนดี ควรทำและต้องมีอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องให้ใครมากระตุ้น
ในทางปฏิบัติ จึงมีบ้างบางโอกาสที่เราให้รางวัลตอบแทนการชำระเงินในรูปต่างๆ ทั้งคืนเงิน คืนดอกเบี้ย หรือพาสมาชิกไปเที่ยว เพี่อเป็นกำลังใจไม่ให้คนหยุดทำความดี
ผมว่าสอดคล้องกับที่ท่านนายกฯ มีนโยบายใหม่ โดยอาศัยความร่วมมือจากแบงก์ของรัฐทั้งหกออก “บัตรลดหนี้ วินัยดี มีวงเงิน” เพื่อจูงใจให้ชาวบ้านตาดำๆ เห็นประโยชน์ แล้วรีบเคลื่อนย้ายตัวเอง จากฝั่งหนี้นอกระบบ ไปอยู่ฝั่งที่เป็นระบบระเบียบมากขึ้น
ส่วนตัว ผมสนับสนุนไอเดียนี้ครับ เพราะปัญหาที่ว่าเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ การมีภาครัฐเป็นกลไกขับเคลื่อน ก็ถูกต้องแล้ว ผมคิดง่ายๆ ครับ ถ้าระดับนโยบายไม่เอื้อ หนี้นอกระบบก็ไม่มีวันหมด และจะคุกคามเป็นมะเร็งร้าย ทำลายสังคมต่อไป
แต่อีกด้านของเหรียญ ลำพังการออก “บัตร” ที่ว่าอย่างเดียวก็คงไม่พอ เพราะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ไม่ได้มองที่รากเหง้าของปัญหา
ก็เหมือนกับเราเปลี่ยนโรงเรียนให้ลูก โดยหวังว่าเพื่อนฝูง ครูบาอาจารย์ แวดล้อมที่แตกต่าง จะทำให้ลูกเราดีขึ้น ไม่เกเร ตั้งใจเรียน และกลับตัวกลับใจเป็นคนใหม่
แต่ตราบที่เมล็ดพันธุ์ไม่ดี นิสัยใจคอยังไม่เปลี่ยน เด็กไม่ได้รับการปลูกฝังเรื่องวินัยดีพอ เชื้อที่ไม่ดี ก็พร้อมที่จะปะทุเป็นปัญหาได้อีกครั้ง
การได้คลุกคลีในวงการสินเชื่อ ทำให้ผมเห็นความจริงที่น่าสะเทือนใจว่า ลึกๆ แล้วคนไม่อยากเป็นหนี้นอกระบบหรอกครับ แต่เลือกไม่ได้ เพราะมีพื้นฐานภูมิหลังที่ยากจน ไม่มีความรู้ ขาดการศึกษา และไม่ได้รับโอกาสที่ดีพอจากสังคม
บัตรลดหนี้ฯ ก็ออกไปเถอะครับ แต่สำคัญที่ระยะกลางถึงยาว ภาครัฐและเอกชนต้องช่วยกันครับ ต้องสร้างแนวรั้วป้องกัน ด้วยการสร้างอาชีพ ให้การศึกษา สอนงาน สอนวินัยการออมควบคู่กันไป
พูดให้ชัดที่สุด ก็คือต้องตีกรอบ ปิดรูรั่ว กันไม่ให้คนเดินกลับไปสู่วัฏจักรเก่า ที่รังแต่จะทำให้ชีวิตเขาจมอยู่ในความทุกข์ให้ได้
ผมไม่เถียงว่าเรื่องนี้พูดง่าย ทำยาก
แต่หากสำเร็จจริงๆ ผมถือโอกาสขอบคุณแทน “ผู้เป็นหนี้” ล่วงหน้าเลยครับ
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์ [email protected]



