ข่าว

เอ็น79ถล่ม"ทำเนียบน้อย"สกัดกระชับอำนาจเขย่าเก้าอี้นครบาล

เอ็น79ถล่ม"ทำเนียบน้อย"สกัดกระชับอำนาจเขย่าเก้าอี้นครบาล

28 ส.ค. 2553

เหตุบ้านการเมืองเริ่มกลับเข้าสู่วังวนเดิมอีกแล้ว หลังจากไอ้โม่งยิงระเบิดเอ็ม 79 ถล่มใส่อาณาจักร “คิงเพาเวอร์” ของ วิชัย รักศรีอักษร เจ้าพ่อดิวตี้ฟรี ผู้กว้างขวางทั้งแวดวงนักธุรกิจและการเมือง

 เป็นที่รู้กันว่า วิชัย เป็น “นายทุนใหญ่” ให้แก่พรรคภูมิใจไทย ที่มี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล นั่งกุมบังเหียนในตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยมี เนวิน ชิดชอบ เป็น "ครูใหญ่" ที่ใครก็เกรงบารมี

 ชื่อของ วิชัย เข้ามาเกี่ยวกับพันทางการเมือง หลังจากเข้าไปมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ เนวิน ครั้งตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ที่ต่างฝ่ายต่างก็เอื้อให้กันเสมอมา

 ในการก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย วิชัย ก็เป็นหัวเรือใหญ่สนับสนุนปัจจัยมาร่วมทำกิจกรรมทางด้านการเมือง นี่ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาถูกขึ้น “บัญชีดำ” จากฝ่ายตรงข้ามกับเนวิน

 เหตุระเบิดเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากที่พลพรรคกลุ่มคนเสื้อแดงสร้างสถานการณ์ด้วยการดัดแปลงถังแก๊สบรรจุระเบิดมาสร้างสถานการณ์ที่บริเวณที่ทำการพรรคภูมิใจไทยย่านบางเขน เมื่อกลางดึกวันที่ 26 สิงหาคม

 ครั้งนี้ ก็มีการมองว่า น่าจะเป็นไอ้โม่งกลุ่มเดียวกัน อาศัยจังหวะที่พื้นที่ กทม.จะมีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภาเขต ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ ซึ่งก็เหลือเวลาอีกเพียง 1-2 วันเท่านั้น

 เหตุระเบิดครั้งนี้ถูกนำมาเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว อาจมาจากเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องธุรกิจของ วิชัย ก็ตามที

 หรือกระทั่งความไม่พอใจบารมีของเนวิน ที่มีกระแสข่าวว่า แผ่ขยายไปถึงวงการสีกากี

 ซึ่งประเด็นสีกากีนี้ กำลังอยู่ในช่วงที่การแต่งตั้งโยกย้ายกำลังฝุ่นตลบ

 “เรื่องนี้ต้องมองให้ลึก แล้วอย่าเพิ่งเชื่อสนิทใจ เพราะอาจมีปมที่หลายคนคาดไม่ถึงก็เป็นไปได้ โดยเฉพาะเรื่องบัญชีแต่งตั้งนายตำรวจระดับ รองผบ.ตร.-ผบช. อาจมีใครสร้างสถานการณ์เพื่อเขย่าเก้าอี้สำคัญบางตัว เพื่อเปิดช่องให้เกิดการสับเปลี่ยนโยกย้าย ซึ่งเรื่องลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ที่สำคัญบริเวณดังกล่าวอยู่ใจกลางเมืองเป็นพื้นที่ธุรกิจ หากนครบาลควบคุมไม่ได้แล้ว ย่อมมีผลต่อสถานะของนายตำรวจใหญ่หลายคน สังเกตจากการเข้าออกของคนร้ายทำได้ลื่นไหลไม่มีอะไรติดขัด ร่องรอยน้อยมาก การยิงก็ถือว่าระดับมืออาชีพ ล็อกเป้าได้เหมาะเจาะเพราะหากต้องการชีวิตคน ก็มีจุดเล็งไปได้หลายที่" แหล่งข่าวทิ้งปม

 ส่วนประเด็นเรื่องการเมือง ก็ยังทิ้งไม่ได้ เพราะอาณาจักร “คิงเพาเวอร์” นั้น ไม่ต่างจากศูนย์บัญชาการของพรรคภูมิใจไทย ที่ เนวิน มักจะใช้สถานที่นี้หารือเรื่องทางการเมือง

 ถ้าวันนี้ พรรคภูมิใจไทยยังคิดเหมือนเดิมว่าเป็นผู้ตั้งรัฐบาล ที่นี่ก็ต้องเรียกว่า "ทำเนียบน้อย"

 แม้ว่าศึกเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภาเขต ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ จะเป็นศึกใหญ่เพื่อชิงฐานเสียงสำคัญในเขตพื้นที่ กทม. ระหว่างขั้วพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคเพื่อไทย ก็ตาม

 แต่ผลการเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข.ก็อาจจะชี้อนาคตของการเมืองระดับชาติได้ เพราะจำนวน ส.ส.ในกทม.ที่มีมากถึง 37 คนนั้น ชี้เป็นชี้ตายให้แก่ใครก็ได้ทั้งนั้น

 ศึกชิงพื้นที่ กทม.ครั้งนี้จึงไม่ใช่ศึกธรรมดา !

 ศอฉ.จึงสั่งการให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงมากำกับดูแลด้วยตนเอง เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์ที่อยู่ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” แบบนี้

 แหล่งข่าวด้านความมั่นคงมองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ เชื่อมโยงกับการเมือง และหวังสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย ควบคู่กับการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคม

 สาเหตุที่ถล่มภูมิใจไทย คล้อยหลัง เนวิน ออกจากโรงแรมพูลแมน ที่อยู่ติดกันไม่กี่นาที ก็เพื่อสร้างความระส่ำระสาย และความไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาล

 เพราะตราบใดที่รัฐบาลยังผนึกกันแน่น โอกาสที่จะพลิกขั้วไปอีกฟากหนึ่งนั้น เท่ากับ ศูนย์ !

 ตรงกันข้าม ส.ส.ที่เห็นโอกาสการเติบโตและความมั่นคงในพื้นที่ก็อาจจะตัดสินใจย้ายไปอยู่ในซีกของรัฐบาลที่เป็น "เจ้ามือ" ในการจัดสรรทรัพยากรลงพื้นที่

 นอกจากนี้ ในช่วงที่กองทัพยังกระชับอำนาจไม่สำเร็จ เพราะมีแค่ว่าที่ ผบ.ทบ.ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนของตำรวจเอง ก็มีแค่ว่าที่ ผบ.ตร.ด้วยเช่นกันนั้น น่าจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ

 การแต่งตั้งโยกย้ายทั้งแวดวงสีกากีและกองทัพ ที่ย่อมมีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ เหมือน "คลื่นใต้น้ำ ที่เฝ้ารอพายุใหญ่"

 1 เดือนก่อนที่จะถึงตุลาคม จึงเป็นช่วงที่เรียกว่า หัวเลี้ยวหัวต่ออย่างแท้จริง

 ถ้าฝ่ายรัฐบาลกระชับอำนาจได้ทั้งกองทัพและสีกากีสำเร็จ การเมืองก็อาจจะยาวกว่าที่คาดคิด แต่ถ้าไม่สำเร็จ มีความแตกแยกเกิดขึ้น อายุขัยรัฐบาลก็อาจจะสั้นกว่าที่วาดหวัง

 อย่าลืมว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นบนส่วนยอดกองทัพบกแล้ว จะครองอำนาจนานถึง 4 ปี

 ไม่ต่างจากเพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นว่าที่ ผบ.ตร. ที่กว่าจะเกษียณอายุก็โน่นปี 2557

 แล้วก็ต้องไม่ลืมว่า เหตุการณ์ 10 เมษายน ที่ "บูรพาพยัคฆ์" เกือบถูกละลายที่แยกคอกวัวนั้น เลือดยังเต็มอก พล.อ.ประยุทธ์ อยู่

 แม้ทั้งหมดนี้จะเป็นการวิเคราะห์ แต่ถ้าสมมติตัวเองให้เป็น "ฝ่ายตรงข้าม" รัฐบาล จังหวะใดที่จะคิดจะพลิกขั้ว เขย่าบัลลังก์ได้เท่ากับช่วงนี้

 หรือจะรอให้กองทัพกับตำรวจกระชับอำนาจกันเรียบร้อยไปแล้ว ?