
ชวนคนไทยคิดเจ๋งทำจริงสร้างสังคมไทยด้วยน้ำมือตัวเอง
หากเอ่ยชื่อของ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล หลายคนอาจจะคิดถึงเด็กมีไฟคนหนึ่งซึ่งผ่านงานที่พอจะให้เราเห็นหน้าค่าตากันมาหลายงาน ทั้งพิธีกร นักร้อง นักเขียน และกำลังจะมีผลงานการแสดงภาพยนตร์ แต่ ณ วันนี้คงต้องกล่าวว่า วรรณสิงห์ ไม่ใช่ชื่อของเด็กหนุ่มคนหนึ่งอีกแล้
วรรณสิงห์ บอกว่าสังคมของเขาไม่ใช่สังคมที่ทุกคนต้องมีความสุข ไม่ใช่สังคมที่อยู่ในความฝัน แต่เป็นสังคมที่ทุกคนที่อาศัยอยู่ในสังคมนั้น ทำทุกอย่างให้ตนเองและคนรอบข้างมีความสุขได้ด้วยมือของคนในสังคมนั้น โดยพึ่งพารัฐให้น้อยที่สุด เพราะขณะที่คนมีจำนวนมากมายไม่มีทางที่รัฐบาลจะเอาอกเอาใจทุกคนได้อย่างทั่วถึง
“ผมอยากเห็นโลกที่คนไม่ต้องพึ่งกันและกันในการทำสิ่งต่างๆ ที่ตัวเองอยากเห็น เพราะที่เห็นคือทุกวันนี้เวลาที่คนเราอยากได้อะไรยังจะต้องพึ่งพากันอยู่ เรายังต้องให้คนอื่นทำนั่นทำนี่ให้ก็เลยยังมีปัญหาอย่างที่เป็นอยู่ในสังคมไทย อยากเห็นโลกที่คนอยากเห็นอะไร คิดอะไร ก็ทำให้มันเป็นจริงได้”
“โลกที่ผมอยากเห็นจริงๆ ก็คือ โลกที่คนจนหายไป ไม่ได้ถูกกำจัดแต่ทุกคนเลิกจน รวยขึ้น แล้วทุกคนก็มีสิทธิ์ทำอะไรที่ตัวเองต้องการเองโดยไม่ต้องรอให้ใครทำให้ ถ้าคิดว่าจะให้ใครพาเราไปถึงจุดนั้นมันก็ค่อนข้างยาก แต่ทุกวันนี้ผมก็เรียนรู้ว่ามีหนทางที่จะนำไปสู่จุดนั้นได้มีอะไรบ้าง อย่างเช่นการเปิดพื้นที่ให้คนอื่นได้ออกความคิดเห็น ความคิดสร้างสรรค์”
“แต่ก่อนเราอาจจะมองเรื่องการเมือง รัฐบาล เช่นเราต้องมีรัฐบาลที่ดีเราจึงจะไปสู่จุดนั้นได้ ซึ่งตั้งแต่เห็นมาตั้งแต่เด็กผมก็พยายามทำตรงนั้นมาตลอด แต่ก็ได้พบว่าแต่ละครั้งคนที่อยู่ตรงกลางที่มีอำนาจการตัดสินใจ เขาก็ไม่ได้เป็นคนเลว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้คนพอใจทั้งประเทศได้ คำตอบน่าจะอยู่ที่คนที่ไม่ได้อยู่ตรงกลางเข้ามาช่วยกันและกันผ่านวิธีการต่างๆ ให้คนที่ไม่สามารถทำอะไรเองได้ ก็ช่วยกันขึ้นมาให้ได้ วิธีการที่เจอก็อย่างการทำธุรกิจเพื่อสังคม การระดมความคิดสร้างสรรค์ แล้วก็ทำให้คนที่คิดอยากทำอะไรสักอย่างได้ตระหนักว่าเขาทำอะไรเพื่อประเทศชาติได้บ้าง”
ซึ่งนั่นก็นำมาสื่อโครงการที่วรรณสิงห์ทำอยู่ในช่วงนี้ ก็คือ “โครงการไอเดีย...ประเทศไทย (Ideas for Thailand) เพื่อสร้างความมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสังคมไทย” ซึ่งเป็นโครงการที่ระดมความคิดสร้างสรรค์จากคนทั้งประเทศเพื่อปลุกกระแสให้คนไทยคิดเองและมีโอกาสได้ทำเอง
“ผมไม่ได้คิดว่าโครงการนี้จะทำให้ประเทศนี้ สังคมนี้ ดีขึ้นภายในปีนี้หรือปีหน้า แต่ว่ามันคือจุดเริ่มต้น สิ่งที่หวังไว้ก็คือเกิดกระแสที่เมื่อก่อนคนออกความเห็นเยอะแต่ไม่ได้ทำ ได้เห็นว่ามันก็มีวิธีการของมันอยู่นะ มีความเป็นไปได้อยู่นะ แล้วก็ออกมาจากวงล้อมความเห็นมาสู่วงกลมของการกระทำ”
“แล้วสิ่งที่ทำตอนนี้ไม่ได้หยุดแค่จบโครงการแต่อาจจะยาวนานไปจนผมแก่เลยก็ได้ ในยุคของพ่อแม่ต้องการสิทธิเสรีภาพ แต่ว่าตอนนี้สิทธิเสรีภาพก็มีกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคำตอบตอนนี้ไม่ใช่การต่อสู้หรือฟันฝ่ากับผู้ร้าย แต่ว่าอยู่ที่การสร้างมากกว่า ซึ่งคำถามที่เราควรจะถามตัวเองคือ เราจะสู้หรือจะสร้าง”
“เราอยากจะสร้างพื้นที่ให้แก่คนที่เบื่อสู้แล้วและอยากจะสร้างสรรค์ให้เขามีที่ยืนให้ได้ เพราะพื้นที่ออกความเห็นวิจารณ์สิ่งต่างๆ มันมีเยอะมากแล้ว จนคนลืมคำว่าพอดีไป ต้องถามตัวเองนิดหนึ่งว่าเราออกความเห็นเพียงเพื่อให้ออกความเห็น มันมีประโยชน์หรือเปล่า”
ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเขาเองวรรณสิงห์บอกว่าก็คือไอเดียที่ก่อให้เกิดโครงการนี้ ซึ่งเปรียบเสมือนการนำเปิดพื้นที่สร้างตลาดความคิดสร้างสรรค์
“โครงการที่ส่งเข้ามาไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับการเมือง อาจจะอยากให้มีศูนย์ไอซีทีเยอะๆ หรือโครงการทางเลือก ผลประกวดห้าไอเดียสุดท้ายจะมีทุนวิจัยเบื้องต้นให้ และก็จะมีการดันให้เกิดความเป็นจริงขึ้นมา แต่ว่าระหว่างทางถ้าหากว่าใครมีไอเดียที่น่าสนใจ เราก็เอาไปโปรโมทให้คนที่มีเงินสนับสนุน ก็จะเป็นการมาพบกันของคนที่มีเงินกับคนที่อยากจะนำเงินเหล่านั้นไปทำอะไรให้เกิดประโยชน์ขึ้นมา”
และแม้ว่าจะเป็นกลไกหลักให้เกิดโครงการนี้ขึ้นแต่วรรณสิงห์กล่าวว่าเขาแค่ร่วมทำงานกับคนที่มีความคิดเหมือนๆ กัน และทำในสิ่งที่มีความสุขเท่านั้น
“ผมเป็นคนบ้าทำโน่นนี่ เป็นนักเรียนชีวิตที่ชอบเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในชีวิต มีความสุขก็ทำไป คนเรามักจะหาเหตุผลเพื่อให้ตัวเองทำสิ่งที่ไม่ชอบเสมอ เพื่อความมั่นคงบ้าง เพื่อคนรอบตัวบ้าง ผมโชคดีที่ไม่มีสิ่งเหล่านั้น สิ่งใดถ้ารู้ว่าทำแล้วมีความทุกข์เช่นโฆษณา ที่รู้ว่าทำแล้วได้เงินแต่จิตใจเป็นทุกข์แน่นอนก็ไม่ทำ ผมปฏิเสธมาได้ยี่สิบห้าปีแล้วนะ ไม่ได้มีอคติต่อคนที่ทำอาชีพโฆษณา แต่ถ้าเป็นไปได้ไม่อยากจะเอาตัวผมเองไปใช้ขายของ ถ้าผมไปถือสินค้าแล้วบอกว่าดีมากเลยทั้งที่ผมไม่เคยใช้ ผมรับตัวเองไม่ได้ แต่ถ้าเป็นโฆษณาองค์กรก็ต้องดูกันไป”
“แต่ผมก็ตระหนักว่าผมเลือกอย่างนี้ได้ แต่ยังมีอีกคนที่เลือกไม่ได้ แต่อยากจะถามคนที่เลือกไม่ได้หน่อยว่ามันจริงไหมที่เลือกไม่ได้ ถ้าจริงก็โอเค แต่ถ้าสุดท้ายแล้วคิดได้ว่าเราสมมุติมันขึ้นมาเพื่อล็อกตัวเองอยู่ในกรอบที่ควรจะเป็นก็อยากจะให้ดึงตัวเองออกมาแล้วทำในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำดีกว่า” วรรณสิงห์กล่าวและว่าสังคมสมัยนี้กับสมัยเมื่อพ่อแม่ยังหนุ่มสาวนั้นมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น เชิงข้อมูลและประสิทธิภาพซึ่งคนสมัยนี้จะมีมากกว่าแต่ที่เห็นได้ชัดก็คือ ความไม่เสมอภาคที่เพิ่มขึ้น
“เราไม่สามารถทำให้เสมอภาคได้ การเกิดที่ไหนมีผลกับชีวิตเรา 70 เปอร์เซ็นต์สิ่งที่ผมทำไม่ได้หมายถึงให้ทุกคนเสมอภาค แต่จะทำอย่างไรให้การเกิดที่ไหนมีผลกับเราน้อยลง อย่างเกิดที่ระยองจะขอให้มีโอกาสเท่าคนกรุงเทพฯ ได้ไหม ที่เหลือก็แล้วแต่คุณ คือลดเปอร์เซ็นต์ที่โชคชะตาจะมีผลต่อคนเราให้น้อยลง แล้วเพิ่มเปอร์เซ็นต์การกระทำให้มากขึ้น”
“การแสวงหาความหมายในยุคนี้มันต่างจากสมัยของพ่อแม่ผม เพราะว่ายุคนั้นมันมีศัตรูร่วมกัน แต่ว่ายุคนี้มันไม่มีศัตรูเป็นคนใดคนหนึ่งอีกต่อไปแล้ว และธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนจะต้องการความหมายอะไรบางอย่างในชีวิตเกิดมาแล้วคนเราก็จะบอกว่าฉันต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แล้วเมื่อเราหาเจอก็ดี แต่ถ้าหาไม่เจอหลายๆ ครั้งคนเราก็จะไปเข้ากับกลุ่มที่ใหญ่กว่า ไม่ว่ากลุ่มั้นจะเป็นทางการเมือง หรือกลุ่มศาสนาที่ค่อนข้างเอ็กซ์ตรีม แล้วเขาก็จะเสพติดความถูกต้องที่เข้ามาในจิตใจว่านั่นคือความหมายของตัว และเมื่อเสพติดแล้วศีลธรรมที่เป็นสาธารณะจะเกิดขึ้น คนก็จะพยายามเอาศีลธรรมของตัวเองไปยัดเยียดให้อีกฝ่าย การที่มีความถูกต้องหลายรูปแบบมันนำไปสู่การพิทักษ์ความถูกต้องเหล่านั้น และอาจจะนำไปสู่ความเกลียดชังที่มากขึ้น” วรรณสิงห์ว่าก่อนจะย้ำ
“เอาเวลาที่ใช้เถียงกันไปทำสิ่งที่คิดว่า ถูก เลยจะดีกว่า”



