ข่าว

โฮมสคูล กับความพอเพียงทางการศึกษา 2

โฮมสคูล กับความพอเพียงทางการศึกษา 2

28 มี.ค. 2552

“จบ ม.6 เป็นหนี้ 2 หมื่น จบปริญญาตรีเป็นหนี้ 4 แสน” เป็นการสะท้อนความทุกข์ของพ่อแม่ผู้ปกครองแห่งชุมชน ต.แม่สาบ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ได้อย่างชัดเจน

  จนเป็นเหตุให้ พระอาจารย์สรยุทธ ชยปัญโญ และ พระอาจารย์สังคม ธนปัญโญ ต้องมาจัดการศึกษาเพื่อช่วยชาวบ้านขจัดปัดเป่าบรรเทาทุกข์ 

 จากการวิเคราะห์ปัญหา พระอาจารย์ทั้งสองพบว่าปัญหาที่รุมเร้าชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร อยู่ในอาการที่เรียกว่า “ไม่มีทางออก”  ยากจน เป็นหนี้เป็นสิน เพราะชีวิตแขวนไว้กับวิถีการผลิตแบบใหม่ที่เน้นการปลูกพืชเศรษฐกิจ ปัจจัยต้นทุนการผลิตที่นับวันมีแต่จะสูงขึ้น ราคาผลผลิตที่ขึ้นๆ ลงๆ ไม่มีใครรับประกันได้ ซ้ำถูกซ้ำเติมด้วยสภาพแวดล้อม สภาพดินที่เสื่อมลง สุขภาพร่างกายของชาวบ้านที่ทรุดโทรม เพราะการใช้สารเคมีที่ต่อเนื่องยาวนาน

 ยิ่งหากมีลูกอยู่ในวัยเรียน พ่อแม่ก็ต้องดิ้นรนกู้เงินนอกระบบเพื่อมาเป็นค่าเรียน รวมทั้งค่านิยมที่ไม่อยากให้ลูกหลานเป็นเกษตรกร ยิ่งผลักดันให้เยาวชนต้องทิ้งถิ่นไปอยู่ในเมือง ก่อภาระหนี้สินที่แทบไม่มีวันชดใช้ได้หมด ดังนั้น การขจัดเหตุแห่งทุกข์จึงต้องเข้าใจปัญหารอบด้านและแก้อย่างเป็นองค์รวม พระอาจารย์ทั้งสอง เห็นว่าวิธีหยุดทุกข์ของชาวบ้านนั้นต้องระดมสรรพกำลังพร้อมกันทั้ง 4 ด้าน คือ 1.อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าต้นน้ำ 2.ปัจจัยสี่ เกษตรอินทรีย์และชีวภาพ 3.พลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน 4.ศึกษาเพื่อความพอเพียง

 ทั้งหมดเป็นการขจัดทุกข์ที่ต้นเหตุและสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งให้แก่ชุมชน โดยขับเคลื่อนให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างบ้าน วัด และโรงเรียน โดยเฉพาะภารกิจที่ 4 การจัดการศึกษาเพื่อความพอเพียงเป็นการหยุดวงจรความอกตัญญูที่ทำให้ลูกหลานไทยต้องทิ้งพ่อทิ้งแม่ ที่เรียกว่า การศึกษาตามอัธยาศัย หรือโฮมสคูลโดยให้เด็กๆ ได้รับการศึกษาตามมาตรฐานช่วงชั้นให้สอดคล้องกับบริบทและวิถีชีวิตของชุมชน รวมทั้งพัฒนาให้เด็กๆเติบใหญ่เป็น คนดี มีความรู้ อยู่เป็นสุข ได้ในสังคมอย่างแท้จริง

 พระอาจารย์สังคมได้อธิบายต่อไปว่า “หากสังคมไทยเต็มไปด้วยคนเก่ง แต่อกตัญญู ก็คงไปไม่รอด นักเรียนโฮมสคูลของพระอาจารย์จึงไม่เน้นสร้างเด็กเก่ง แต่เน้นสร้างคนดี ที่ไม่หนีเอาตัวรอดทั้งๆ ที่พ่อแม่กำลังลำบาก เราให้เด็กๆ พัฒนาความรู้จากสิ่งรอบตัว เรียนรู้ ภาคภูมิใจในอาชีพของพ่อแม่ รู้จักพึ่งตนเอง รวมทั้งพัฒนาให้เป็นที่พึ่งของชุมชน

 เด็กนักเรียนโฮมสคูลของเราได้รับมอบหมายการบ้าน คือ ต้องช่วยกิจกรรมในบ้าน เช่น ซักผ้า หุงข้าว ล้างจาน ปลูกผัก ทำนา โดยทุกๆ กิจกรรมที่พ่อแม่ทำก็เป็น การบ้าน ที่เด็กๆ ต้องทำด้วย รวมทั้งการบีบนวดให้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย การดูแลเอาใจใส่เรื่องอาหารการกินและสุขภาพของคนในบ้านก็ถือเป็นการบ้านของเด็กๆ พ่อแม่ก็ต้องเป็นครูให้คะแนนรวมทั้งตรวจการบ้านว่าเขาได้ทำตามที่มอบหมายหรือไม่

 เราพบว่า “การบ้าน” ประเภทนี้ สร้างความสุข ความอบอุ่น ให้เกิดในครอบครัวได้อย่างน่ามหัศจรรย์ อย่างนี้สิที่อาจารย์ยักษ์เรียกว่า การศึกษาเริ่มที่บ้าน อย่างแท้จริง

 เข้าใจว่าพระอาจารย์ทั้งสองแห่งวัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม จ.เชียงใหม่ คงไม่สงวนลิขสิทธิ์ที่ใครจะลอกเลียนแนวคิดโฮมสคูลของพระอาจารย์!

"อาจารย์ยักษ์ ณ มหาลัยคอกหมู"