ข่าว

เวทีสมาคมตำรวจชี้ตำรวจเละเพราะการเมืองครอบ

เวทีสมาคมตำรวจชี้ตำรวจเละเพราะการเมืองครอบ

27 ส.ค. 2553

แทรกแซงแต่งตั้งจนองค์กรล้ม เสนอแนะปลดแอกการเมือง เพิ่มเงิน ปรับโรงพัก

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 27 สิงหาคม ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต สมาคมตำรวจ จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง “เราจะปฏิรูปตำรวจกันอย่างไรสังคมจะได้ประโยชน์” โดยมี นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรงยุติธรรม ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผศ.ดร.ศรีสมบัติ โชคประจักษ์ชัด อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล และนาย ณ กาฬ เลาหะวิไลย บรรณาธิการหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ร่วมเสวนา ขณะที่มีข้าราชการตำรวจและผู้สนใจร่วมฟังกาเสวนากว่า 300 คน

 นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ ซึ่งร่วมวางแนวทางปฏิรูปตำรวจในครั้งสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้รับฟังปัญหาจากตำรวจสะท้อนว่าปัญหาหลักของตำรวจมี 5ประเด็น อาทิ เรื่องเงินเดือนค่าตอบแทนที่ไม่เพียงพอ โอกาสก้าวหน้าในวิชาชีพที่ไม่สมดุลย์ ตีบตัน การไม่มีระบบคุณธรรมในการแต่งตั้ง ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งประเด็นที่มีภารกิจซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และการแทรกแซงทางการเมือง อย่างไรก็ตามการจะปฏิรูปตำรวจต้องจริงใจ มีแนวทาง รูปแบบชัดเจน ต้องแก้ปัญหาตำรวจ ทั้งเงินรายได้ สวัสดิการ ความก้าวหน้า สร้างแรงจูงใจ ขณะที่ต้องเน้นการกระจายอำนาจจริงจัง เพราะหากอำนาจรวมศูนย์การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดก็จะลำบากอย่างที่ผ่านมา ปัญหาจากการแต่งตั้งและอำนาจที่รวมศูนย์ทุกวันนี้มันทำให้ผู้กำกับการไม่สามารถเลือกลูกน้องตนเองได้ แล้วอย่างนี้จะบังคับบัญชากันอย่างไร ซึ่งต้องแก้ไข

 ขณะที่ ผศ.ดร. ศรีสมบัติ กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจต้องพัฒนาโรงพักให้เหมาะสมกับความหนาแน่ของชุมชน ทุกวันนี้โรงพัก1 แห่งต้องดูแลประชากร 40,000-60,000 คน ขณะที่ต้องเพิ่มเงินเดือนตำรวจให้เหมาะสมเมื่อเทียบเคียงกับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอื่นๆ นอกจากนี้ต้องแก้ปัญหาการบริหารงานบุคคล ซึ่งเป็นไปได้หรือไม่ที่ตำรวจไม่ต้องมีการแต่งตั้งโยกย้ายเลย ตัดปัญหา เพราะทุกวันนี้ระบบการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจทำให้ตำรวจมองนาย เห็นความสำคัญของนายมากกว่าประชาชน ขณะที่ต้องหาหนทางยกระดับการตรวจสอบตำรวจ และต้องเพิ่มการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

 ด้านผศ.ดร.ปนัดดา กล่าวว่า การที่ตำรวจอยู่ในภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมอุปถัมภ์และวัฒนธรรมนักเลง และสังคมที่การเมืองเข้ามาครอบแบบนี้ ทำให้องค์กรตำรวจอยู่ในภาวะถูกราหูอมจันทร์ การแทรกแซงนี้นำมาซึ่งความล้มเหลวในการบริหารงานบุคคล สร้างวัฒนธรรมอุปถัมภ์เชิงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในองค์กรตำรวจ ปัญหาทุกวันนี้ ผู้บังคับการยังสั่งสารวัตรไม่ได้เพราะสารวัตรเป็นเด็กของนักการเมือง ตำรวจทำตัวเป็นหัวคะแนนนักการเมืองมากกว่าตำรวจ ตรงนี้เองเป็นรากเหง้าของปัญหาที่ตำรวจบังคับใช้กฎหมายได้ไม่มีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาปฏิรูปได้ผู้นำตำรวจต้องปลอดการแทรกแซงจากการเมือง เป็นกลางทางการเมือง เพราะทุกวันนี้ลูกน้องต้องรู้ให้ได้ว่านายสีอะไร ที่ไม่ใช่สีกากี ผู้นำตำรวจต้องสร้างทีมงานที่มีเข้มแข็งขึ้นมา ขณะที่ต้องมีการข่าวที่มีประสิทธิภาพหมายถึงต้องประชาสัมพันธ์องค์กรเป็น แต่ทุกวันนี้ตำรวจมียังอ่อนมากด้านประชาสัมพันธ์องค์กร ทุกวันนี้เห็นเพียงการประชาสัมพันธ์ตัวโฆษกเท่านั้น อย่างไรก็ตามการปฏิรูปตำรวจต้องปรับบริบาทอื่นๆ ทั้งกระบวนทัศน์ทางความคิดให้ประชาชนเข้ามาร่วมปฏิรูปตำรวจ ให้เข้าใจว่าตำรวจเป็นของประชาชน และต้องปฏิรูปสังคมและวัฒนธรรมควบคู่ไปด้วยจึงจะได้ผล

 ขณะที่พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจซึ่งมาร่วมฟังการเสวนา กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับการปฏิรูปตำรวจ แต่ต้องเป็นประโยชน์ และสังคมรับได้ เพราะตำรวจองค์กรใหญ่ หากทำไม่ดีจะเสียหาย แต่เห็นว่าการปฏิรูปตำรวจครั้งนี้แนวคิดคับแคบ โดยดูจากคำสั่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่ระบุว่าต้องนำแนวทางการปฏิรูปตำรวจของคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจมาเป็นพื้นฐานแล้วปรับปรุง ทั้งที่ควรเปิดกว้าง และสำคัญคือแนวคิดในครั้งนั้นก็มีการคัดค้านมาจากกลุ่มอดีตนายตำรวจ จนต้องมีการตั้งคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษ มาร่วมปรับ ซึ่งตนก็อยู่ในคณะกรรมการชุดนั้นมีการปรับปรุงจนลงตัวในระดับหนึ่ง แต่แนวทางและกฎหมายเพื่อปฏิรูปครั้งนั้นก็สะดุดไป กระทั่งครั้งนี้ปฏิรูปอีกครั้งกลับไปมองเพียงแนวทางของคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจอย่างเดียว ไม่แน่ใจว่าฟังคนเพียงคนเดียวมาหรืออย่างไร ตนคิดว่านักวิชาการต้องเปิดรับและเปิดกว้างในคามแตกต่างด้วย