
ตามรอยเมืองตะกั่วป่า จากยุค"ดีบุก"รุ่งเรือง สู่ความสงบของพังงา
หลังจากราคาแร่ดีบุกตกต่ำลงยุคทองของการทำแร่ก็หมดไปด้วยเช่นกัน ตัวเมืองเก่าตะกั่วป่า ต.ตลาดใหญ่ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ศูนย์กลางของชุมชนชาวเหมืองก็พลอยเงียบเหงาไปด้วย บ้านเรือนแบบชิโน-โปรตุกีส ทว่ายังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความมั่งคั่งเมื่อครั้งในอดีตของชุมชนเ
ตะโกลา หรือตะกั่วป่า ชื่อนี้เคยเป็นเมืองท่าที่สำคัญในภูมิภาคนี้ ซึ่งปรากฏในหนังสือมิลินทปัญหาที่แต่งขึ้นในราวปี พ.ศ. 500 เขียนไว้ว่า พ่อค้าชาวอินเดียใช้เส้นทางนี้เชื่อมการค้าระหว่าง มหาสมุทรอินเดีย กับทะเลฝั่งอ่าวไทย โดยผ่านลำคลองศกสู่ต้นน้ำตาปีข้ามสู่ทะเลอีกฝั่งหนึ่ง เป็นศูนย์กลางการค้าขาย ที่พ่อค้าจากหลายชาติหลายภาษาทั้ง อาหรับ จีน เปอร์เซีย มารวมกันเป็นจำนวนมากนับหมื่นคนต่อวัน แล้วชื่อเมืองตะโกลาก็หายไปจากประวัติศาสตร์ระยะหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเพราะภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาด
ความต้องการใช้ดีบุกในตลาดโลก ทำให้เกิดแรงงานชาวจีน พ่อค้าชาวจีน และฝรั่งชาวโปรตุเกส ความคึกคักทำให้เมืองตะกั่วป่ากลับมามีชีวิตอีกครั้ง กลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกแร่ที่สำคัญของภูมิภาค ความเจริญส่งผลให้ย่านการค้าตลอดจนความบันเทิง รองรับผู้คนหลายหน้าหลายตาต่างภาษา การที่มีผู้คนจำนวนมากทำให้ความต้องการที่อยู่ที่อาศัย ตลอดจนอาคารห้างร้านเพิ่มขึ้น
ชาวจีนจากสิงคโปร์และมาเลเซียที่เข้ามาทำธุรกิจเป็นจำนวนมากก็ได้นำรูปแบบของอาคารที่อยู่อาศัย อันเหมาะกับความต้องการใช้สอยแบบจีนผสมผสานกับความทันสมัยแบบตะวันตกเอาไว้ด้วย หน้าบ้านไม่กว้างมากนักแต่ลึกยาวมีบ่อน้ำอยู่ใจกลางบ้านเพื่อระบายความร้อนและใช้อุปโภคบริโภค หน้าบ้านมีทางเดินทอดยาวต่อเนื่องกันตั้งแต่หลังแรกจนห้องสุดท้าย เผื่อแผ่ให้ผู้คนที่สัญจรผ่านไปผ่านมาใช้เป็นทางเดินเพื่อหลบฝนได้ด้วย เรียกว่า หง่อคาขี่ เนื่องจากพื้นที่นี้มีฝนตกชุกตลอด 8 เดือน มีแสงแดดเพียงแค่ 4 เดือน
ครั้นยามดีบุกสินค้าสำคัญของเมืองนี้มีราคาตกต่ำลงจนไม่คุ้มค่าต่อการดำเนินงานต่อไป เมืองเก่าตะกั่วป่าก็ถูกลดความสำคัญไปโดยปริยาย บ้านเรือนก็ทรุดโทรมไปบ้างตามกาลเวลา บางคูหาก็ถูกปล่อยร้าง ในส่วนที่ยังมีคนอาศัยอยู่ก็มีการปรับปรุงซ่อมแซมบ้างตามความจำเป็นเท่านั้น
นอกจากนี้สิ่งก่อสร้างในยุคดีบุกรุ่งเรือง ยังมีซากของกำแพงโบราณ ซึ่งบางส่วนถูกทุบทิ้งกลายเป็นส่วนหนึ่งของถนนอุดมธารา ในทุกๆ วันอาทิตย์ช่วงบ่ายๆ ของฤดูการท่องเที่ยว ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน จะปิดถนนจัดให้เป็นถนนคนเดินย้อนยุค ขนมโบราณและของกินร่วมสมัยให้ลิ้มลองกันได้หวนรำลึกถึงอดีต อีกนัยหนึ่งเป็นการปลุกเมืองนี้ให้มีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง
การเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป อดีตที่เคยเจริญรุ่งเรืองกลับสู่ความสงบที่เรียบง่าย มาอยู่คู่เมืองเก่าที่ไม่ต้องเร่งรีบในชั่วโมงเร่งด่วน จะมีความสุขมากกว่าทุกวันคืนที่เต็มไปด้วยวุ่นวายจากการจราจรและผู้คน เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่หลายคนค้นหา สามารถสัมผัสได้ที่นี่
"กิตตินันท์ รอดสุพรรณ"
[email protected]



