
เอาอย่างไรกับบทบาทของศิริโชค
หลังจากปะฉะดะ กลางสภา กับ จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.เพื่อไทย ที่อภิปรายงบประมาณ แต่ฟังแล้วดูเหมือนจะอภิปรายไม่ไว้วางใจกันมาแล้ว วันถัดมา ศิริโชค โสภา ถึงได้มายอมรับว่า ได้ไปพบกับ วิคเตอร์ บูท ผู้ต้องหาคดีค้าอาวุธชาวรัสเซีย คนที่กำลังจะสร้างความลำบากให้แก่ประเ
รายละเอียดที่ จตุพร ว่าอย่างไร ดูเหมือนจะไม่ใช่ประเด็น หรือเอามาเป็นน้ำหนัก เพราะเจือด้วยเรื่องราว การคาดเดาไปจนถึงขั้นรัสเซียอาจตัดสัมพันธ์กับไทยไปโน่น
เอาเป็นว่า ศิริโชค บอกว่า "ไปจริง" แต่ในฐานะส.ส. เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ได้ใส่ร้ายป้ายสี ไม่มีการต่อรองอะไรกับผู้ต้องหาคดีค้าอาวุธ
แต่ไปเพราะอยากรู้ว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งเครื่องบินที่ขนส่งอาวุธ ทั้ง วิคเตอร์ บูท เกี่ยวข้องกับ ทักษิณ ชินวัตร ที่บังเอิญเดินทางไปศรีลังกาในช่วงนั้นหรือไม่
ศิริโชค อ้างว่า ที่ไปในฐานะที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ตอนที่เป็นฝ่ายค้าน ก็ทำหน้าที่เช่นนี้ พอมาเป็นรัฐบาลก็ไม่ได้ทำหน้าที่ต่างกันไป
ซึ่งก็คงจะจริงตามที่ ศิริโชค ว่า ถ้าหากว่า วันนี้ ศิริโชค เป็นเพียงแค่ ส.ส. ไม่มีใครรู้ว่า ศิริโชค เป็นคนใกล้ชิดกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ไม่ได้เป็น "วอลล์เปเปอร์" ที่ติดสอยห้อยตามนายกรัฐมนตรีไปทุกที่
ถึงตำแหน่งนี้ไม่มีสถานภาพตามกฎหมาย ไม่มีเงินเดือน แต่สาธารณะรับรู้ว่า นี่คือคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี
ถึงแม้ว่า ชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ บอกว่า ศิริโชค ขอเข้าเยี่ยม วิคเตอร์ บูท เพื่อสอบถามดูสารทุกข์สุกดิบ เหมือนคนทั่วไป แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า วิคเตอร์ บูท จะอนุญาตให้เข้าเยี่ยมหรือไม่
แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าที่วิคเตอร์ บูท ให้ศิริโชคเข้าเยี่ยมนั้น พ่อค้าอาวุธรายนี้รู้หรือไม่ว่า ศิริโชค คือคนใกล้ชิดนายกฯ เมืองไทย
ไม่รู้ไม่เป็นไร แต่ถ้ารู้ล่ะ?
ถึง ศิริโชค บอกว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีไม่รู้เรื่อง แต่ศิริโชค ก็รู้อยู่เต็มอกว่า แบก "ยี่ห้อ" คนใกล้ชิดนายกฯ ไปด้วย
ไม่รู้ว่าพอเกิดเรื่องนี้ขึ้นมา นายกฯ อภิสิทธิ์ ได้พูดคุย ตักเตือนอะไรศิริโชคไปบ้าง
อย่าลืมว่า ครั้งหนึ่งมีการอภิปรายซัดเข้าใส่ ศิริโชค เต็มๆ กลางสภามาแล้วเรื่อง นามบัตรฝากตำรวจ
ถึงแม้ครั้งนั้น จะรอดมาได้ แต่ผลที่ออกมาไม่ได้กระทบเพียงแค่ ศิริโชค หากแต่ลามไปถึง นายกฯ อภิสิทธิ์
อย่าลืมว่า ครั้งหนึ่งมีประเด็นฉาวโฉ่ขึ้นมาในเรื่องดาวเทียมไทยคม ที่ไม่รู้ว่า ศิริโชค ไปพบกับผู้บริหารเทมาเส็ก นั้นตามบัญชาของ นายกฯ อภิสิทธิ์ หรือไม่ แต่ผลที่ออกมาก็คือ หุ้นบริษัทไทยคมพุ่งขึ้นอย่างน่าสงสัย และนำมาซึ่งการตรวจสอบว่า มีการสร้างราคาและใครได้ประโยชน์ไปหรือไม่
แล้วก็มาหนนี้ ในจังหวะที่ไทยกำลังกลายเป็นสังเวียนศึกศักดิ์ศรีระหว่าง 2 มหาอำนาจที่ครั้งหนึ่งปะทะกันในสงครามเย็นมาแล้ว
ทั้งหมดนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ จะต้องใคร่ครวญ จะต้องทบทวนว่า บทบาทของศิริโชค ในวันนี้ เป็นอย่างไร เหมาะสมแล้วหรือไม่
ระหว่างหน้าที่ของ ส.ส.กับ ความเป็น "วอลล์เปเปอร์" หรือคนสนิทนายกฯ นั้น สาธารณะเขาแยะแยกไปด้วยหรือไม่
อย่าว่าแต่ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการมะรุมมะตุ้มในการจัดโผตำรวจ ที่อีกไม่กี่วันนี้ การแต่งตั้งโยกย้ายสีกากี จะต้องเสร็จสิ้นลง
ศิริโชค อาจไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว ไม่มีนามบัตรให้ใครไปแอบอ้างจนเกิดเรื่องราวไปสาวไส้กันกลางสภาเหมือนที่ผ่านมา
แต่มันก็เสี่ยง !
หากว่ามีใครจ้องจะเล่นเกมสกปรก เอาของโสโครกมาป้ายใส่ศิริโชค เพื่อให้กระทบไปถึง นายกฯ อภิสิทธิ์ ...ยอมรับกันไหมว่า ช่วงนี้แหละคือโอกาสทอง
ยิ่งในภาวะที่ตำรวจใหญ่ออกมาตีปลาหน้าไซเอาไว้แล้วว่า ปีที่แล้ว ตั๋วการเมือง ฝากระดับคุมพื้นที่ถึง 2,000 คน ก็ยิ่งกระทบต่อภาพลักษณ์โดยรวมของรัฐบาล
คนเขาไม่ได้มองถึงการจัดระเบียบตำรวจ หากแต่มองว่า นี่คือการวิ่งเต้น นี่คือวงจรอุบาทว์ ที่ทำให้วงการสีกากีมีแต่ความเสื่อม เต็มไปด้วยระบบเส้นสาย...ฆ่าน้อง ฟ้องนาย ขายเพื่อน
ศิริโชค จึงอยู่ในจุดที่เสี่ยง และแหลมคมต่อ นายกฯ อภิสิทธิ์ อย่างช่วยไม่ได้
จริงอยู่ คนเรามันอาจต้องมีพวกมีพ้อง ที่จะต้องดูแลในยามทุกข์ หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่เมื่อแบกยี่ห้อคนสนิทนายกฯ เอาไว้ การเคลื่อนไหวของ ศิริโชค จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
เกิดเรื่องเกิดราวขึ้น ก็อย่ามาเสียดายทีหลัง ...รู้อย่างนี้ ส่งไปเป็นรัฐมนตรีไอซีทีเสียแต่ทีแรกก็น่าจะจบเรื่องจบราวไปแล้ว
นั่นคือการคาดการณ์ถึงผลดี ผลเสีย และสิ่งที่กลัวว่าจะเกิดขึ้น
และเพื่อไม่ให้เกิดขึ้น เป็นไปได้หรือไม่ว่า ศิริโชค ก็ต้องทบทวนตัวเอง เพราะเดินมาถึงจุดที่แม้แต่ตัวศิริโชคเองก็ต้องยอมรับว่าล่อแหลม
ลำพังความบริสุทธิ์ใจว่าทำในฐานะ ส.ส.สำหรับบางคนนั้นใช่...แต่สำหรับ ศิริโชค แล้วจะต้องถามย้ำกับตัวเองหลายครั้งว่าบทบาทที่ทำไปนั้นเป็นอย่างไร
ยกเว้นว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ รู้เห็นเป็นใจ !
ยกเว้นว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ พึงพอใจที่จะเลือกใช้การตรวจสอบด้วยวิธีการเช่นนี้
ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ต้องให้ นายกฯ อภิสิทธิ์ รับไปแบบเต็มๆ
เพราะเรื่องเช่นนี้ โดยเฉพาะ กรณี วิคเตอร์ บูท ที่นานาประเทศกำลังจับตามองบทบาทของไทย ว่าจะจัดการอย่างไรกับปัญหาที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเป็นเรื่องใหญ่
เป็นสงครามเย็นน้อยๆ ระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย
แล้ว นายกฯ อภิสิทธิ์ จะรับไหวไหมหากเกิดปัญหาบานปลายไปจนถึงจุดที่ทุกฝ่ายกลัวกัน
ยังพอมีเวลาที่จะคิด จะทบทวน ...แต่ไม่มีใครรู้ว่า มีมากแค่ไหน เพราะเรื่องนี้ทุกคนรู้ว่า มันกำลังจะไปไกลกว่าเรื่องส่วนตัวของ ส.ส.คนหนึ่งไปแล้ว
ศรายุทธ สายคำมี



