
เศรษฐกิจดีกนง.ขึ้นดอกเบี้ย0.25%ธปท.ปรับจีดีพี28ต.ค.นี้-สอท.เตือนรับต้นทุนเพิ่ม
กนง.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี ชี้เศรษฐกิจยังเติบโตได้ดีและเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบ ธปท.แถลงปรับตัวเลขจีดีพีวันที่ 28 ตุลาคมนี้ ด้าน สอท.เตือนเอกชนรับมือต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า ที่ประชุมมีมติให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.50% ต่อปี เป็น 1.75% ต่อปี ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย กนง.ได้พิจารณาจากเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ รวมทั้งแนวโน้มในระยะต่อไป ซึ่งพบว่าเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีแรกยังมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ครึ่งปีหลังสหรัฐและญี่ปุ่นจะมีแนวโน้มการขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลง ขณะที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 มีการขยายตัวได้ดีเกินคาด ซึ่ง ธปท.จะแถลงตัวเลขแนวโน้มเงินเฟ้อจีดีพีในวันที่ 28 ตุลาคมนี้
"แนวโน้มข้างหน้า แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ได้ดูดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว หากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจดี นักลงทุนก็จะเห็นช่องทางแสวงหาผลตอบแทนที่ดีได้ ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยยังถือว่าต่ำอยู่ แม้ว่าได้ปรับขึ้นไปแล้วก็ตาม ส่วนจะปรับขึ้นอีกหรือไม่ หรือจะปรับต่อไปเท่าไหร่นั้น ยังตอบไม่ได้ เพราะต้องดูความสมดุลของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ความเสี่ยงในแง่ด้านการเงิน ความเสี่ยงด้านราคาสินค้า ซึ่งต้องดูต่อไป" นายไพบูลย์กล่าว
นายไพบูลย์กล่าวว่า หากพิจารณาภาพรวมแล้ว แม้ว่า กนง.ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 0.25% แต่ในด้านของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังติดลบอยู่ เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ ไม่ได้ส่งผลดีต่อผู้ออม ผู้ลงทุน ประชาชน และก่อให้เกิดการตัดสินใจที่บิดเบือน
"กนง.ดำเนินนโยบายการเงินนั้น ไม่ได้ให้น้ำหนักกับอัตราเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว หน้าที่ของ กนง.คือดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะยาว และเงินเฟ้อควบคู่กันไป เพราะต้องจับตาดูว่ามีแรงกดดัน เรื่องค่าจ้างแรงงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และต้นทุนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างไร ซึ่ง กนง.ได้เฝ้าดูแลอยู่แล้ว" นายไพบูลย์กล่าว
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปีนี้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นอีก 1-2 รอบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันรับมือต้นทุนที่จะสูงขึ้น รวมทั้งเตรียมรับปัญหาเงินบาทแข็งค่า และแนวโน้มค่าเงินในเอเชียแข็งค่าขึ้นทั้งภูมิภาค แต่ผู้ส่งออกยังต้องระมัดระวัง เพื่อให้มีความพร้อม ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องก็ควรดูแลอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบด้วย



