ข่าว

 อย่าให้การเมือง มาทำลายการค้า

อย่าให้การเมือง มาทำลายการค้า

26 ส.ค. 2553

ในสภาพที่ไม่ต่างไปจากบ้านแตกสาแหรกขาด ผู้คนแบ่งพวกแยกหมู่กันเช่นทุกวันนี้ สิ่งที่คนทำธุรกิจทั้งหลายหวั่นกลัวกันมากที่สุดคือ การนำเอาเรื่องทางการเมืองมาผูกโยงกับการค้า เพราะมีบทเรียนที่เพิ่งผ่านมาหมาดๆ ให้เห็นอยู่แล้วว่า เมื่อการเมืองเข้ามาผูกโยงกับการค้า

ในช่วงการชุมนุมประท้วงแบ่งแยกกันด้วยสี นักกิจกรรมปลุกระดมหัวแถวมีการนำเอารายชื่อของกิจการห้างร้านธนาคารมาบอกกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่าเป็นธุรกิจที่จ่ายทุนให้แก่กลุ่มที่มีความคิดเห็นต่างขั้วกัน นอกจากจะปลุกปั่นไม่ให้คนในกลุ่มของตนเองไปใช้บริการและซื้อสินค้าแล้ว ยังลามไปถึงขั้นยุยงส่งเสริมทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้มีการเผา ทุบทำลาย ยิง ปา ขว้างระเบิด เข้าใส่อาคารที่ทำการของเขาอีกด้วย   

 โดยที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าธุรกิจการค้าเหล่านั้น จ่ายเงินสนับสนุนกลุ่มแนวคิดการเมืองใดจริงหรือไม่ และแม้จะมีการจ่ายเงินสนับสนุนจริงก็ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายหรือจริยธรรมใดๆ ทั้งสิ้น ด้วยว่าในประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลายในโลกนี้ ผู้ประกอบการค้าธุรกิจรวมถึงประชาชนทุกคน ต่างก็บริจาคให้แก่พรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วยกันทั้งนั้น

 ดังนั้น ไม่ว่าเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารองค์กรทางการค้าใด จะให้การสนับสนุนตัวบุคคลหรือพรรคการเมืองใดก็เป็นสิทธิอันชอบธรรม หากมีการไปประท้วงหรือทุบทำลายข้าวของ ก็ย่อมทำให้บรรยากาศทางธุรกิจและการลงทุนของประเทศไทยเสียหาย การค้าขายและธุรกรรมต่างๆ ก็ย่อมซบเซาลงไปด้วย   

 การสนับสนุนกลุ่มหรือพรรคการเมืองจึงต้องทำด้วยความพอดี หากมีความรุนแรงเกิดให้เห็นขึ้นมา ผู้ประกอบการธุรกิจในฐานะเจ้าของและชุมชน ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนหรือพื้นที่ซึ่งมีรายได้หลัก จากการขายบริการให้แก่นักเดินทางท่องเที่ยวต่างถิ่น เช่น ประเทศไทยที่ธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจแรก ซึ่งได้รับผลกระทบจากกิจกรรมทางการเมืองที่มีความรุนแรง ผลกระทบด้านลบนั้นยืนยันว่าไม่ได้เกิดจากการชุมนุม แต่เกิดจากการกระทำการประท้วงด้วยความรุนแรงมากกว่า

 หรือจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวชั้นนำของประเทศ พอมีกรณีปิดถนนประท้วงและถึงขั้นยกพวกเข้าฆ่ากลุ่มที่คิดเห็นตรงกันข้าม ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของปี พ.ศ.2552 ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ก็หดตัวลงอย่างรวดเร็ว ผู้คนทั้งที่มีความเห็นทางการเมืองไม่ว่าฝ่ายใดต่างไม่กล้าเดินทางไปท่องเที่ยว เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย เกรงจะได้รับอันตรายจากการประท้วงด้วยความรุนแรง   

 จนถึงทุกวันนี้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องในเชียงใหม่ ก็ยังอยู่ในสภาพที่ยังโงหัวไม่ขึ้น โรงแรมหลายแห่งปิดตัวลงชั่วคราว บางแห่งถึงขั้นขายทอดกิจการไป หลายแห่งขึ้นป้ายลดราคาค่าห้องพักลงจนถึงระดับถูกอย่างไม่น่าเชื่อ และทำให้มีการเรียกร้องให้ทำการยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินไปเสีย เพราะเห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวอึมครึม และเป็นที่น่าดีใจแทนคนเชียงใหม่ที่ปัจจุบันนี้มีการประกาศยกเลิกไปเป็นที่เรียบร้อย

 แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าล่าสุดมีคนที่ระดับแกนนำกิจกรรมการเมืองกลุ่มหนึ่ง ประกาศทำกิจกรรมทางการเมืองบนถนนคนเดิน ซึ่งถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำหรับคนเชียงใหม่โดยแท้จริง ด้วยการชักชวนผู้คนให้แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าและแสดงออกทางการเมือง ทั้งที่ปัจจุบันนี้คนที่ไปเที่ยวจับจ่ายซื้อของก็ลดน้อยลงไปมาก  

 แต่ยังกลับเลือกกิจกรรมทางการเมือง ที่ทำร้ายซ้ำเติมคนเชียงใหม่ที่ทำการค้าขาย และส่วนใหญ่เป็นคนที่เห็นด้วยกับการเมืองในทางเดียวกับตนเองแท้ๆ ซึ่งการเลือกที่จะแสดงออกถึงความคิดเห็นทางการเมืองนั้น สามารถทำได้หลากหลายวิธี แต่การที่มาเลือกวิธีการแบบนี้ คนเมืองเขาเรียกว่าเป็นการกระทำของ “คนง่าว, คน บ่ มีกำกึ๊ด, คน บ่ มีอ่องออ” ครับ

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ