ข่าว

ภูมิภาคและชายแดนขนาดใหญ่ที่เรามองไม่เห็น

ภูมิภาคและชายแดนขนาดใหญ่ที่เรามองไม่เห็น

26 ส.ค. 2553

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนทัศนะกับบรรดานักศึกษาปริญญาโทสาขาการเมืองการปกครองสำหรับนักบริหาร ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์พัทยา) ก็เลยอยากนำประเด็นหนึ่งมาขยายความในพื้นที่คอลัมน์สัปดาห์นี้ครับ

กล่าวโดยภาพรวมแล้ว ผมเห็นว่าเราควรจะมีมุมมองในเรื่องของ "ชายแดน" เสียใหม่ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะมุมมองเรื่องชายแดนที่เกี่ยวข้องกับ "ท้องถิ่น" และ "ภูมิภาค" นอกเหนือไปจากมุมมองที่มีต่อชายแดนในเรื่องของ "ชาติ" ที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ถกเถียงกันในช่วงที่ผ่านมา

 โดยเฉพาะเรื่องเขาพระวิหารนั่นแหละครับ

 ด้านแรก เราเริ่มได้ยินเสียงเรียกร้องให้มองความขัดแย้งในเรื่องของดินแดน/พรมแดนในระดับท้องถิ่นมากขึ้น ทั้งจากนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความลักลั่นและย้อนแย้งของมิติทางประวัติศาสตร์และสำนึกทางประวัติศาสตร์ชาติในปัจจุบัน และเรื่องของชีวิตที่เชื่อมโยงระหว่างกันของพื้นที่ชายแดนของทั้งสองฝั่ง

 ที่เป็น "ศูนย์กลาง" ของชีวิตในแต่ละวันของคนสองฝั่งที่มีวัฒนธรรมและโอกาสทางเศรษฐกิจเชื่อมโยงกัน

 ในขณะที่ในด้านที่สองนั้น เรายังไม่ค่อยมีความเข้าใจเรื่องภูมิภาคของพื้นที่มากนัก ในความหมายที่ว่า คำว่าภูมิภาคนั้นหมายถึงพื้นที่ที่เติบโตเชื่อมโยงกันด้วยศูนย์กลางทางเศรษฐกิจเดียวกัน

 ขณะที่ในบ้านเรานั้น เรามักมองว่า ภูมิภาคนั้นเท่ากับจังหวัด ด้วยว่าเรามีจังหวัดเป็นหน่วยการปกครองในกรอบของภูมิภาค ขณะที่แต่เดิมนั้นเรามีหน่วยที่เหนือกว่าจังหวัด นั่นก็คือ "มณฑล" ซึ่งจะว่าไปแล้วในหน่วยราชการหลายแห่งที่ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทยนั้นเราก็ยังมีหน่วยที่เป็นหน่วย ภาค หรือมณฑลอยู่บ้าง

 การทำความเข้าใจเรื่องของภูมิภาคนี้ย่อมจะทำให้เห็นว่า ภาคตะวันออกของไทยนั้นมีลักษณะของภาคที่เชื่อมโยงกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งทรัพยากรทางธรรมชาติ (แม่น้ำ) และผลกระทบที่ได้จากสิ่งแวดล้อม (กรณีอย่างมาบตาพุด) รวมไปถึงความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจต่างๆ ของพื้นที่ดังกล่าวเป็นเนื้อเดียวกัน และผูกโยงกันผ่านเครือข่ายถนนต่างๆ ที่พาดผ่านพื้นที่อย่างสลับซับซ้อน

 นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าพื้นที่ภาคตะวันออกของไทยนั้นยังเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับโลกผ่านกระบวนการโลกาภิวัตน์อย่างชัดเจน จากการตัดสินใจลงทุนในอุตสาหกรรมส่งออกระดับโลก และจะเห็นแนวโน้มความเจริญต่างๆ ที่ถาโถมลงมาในภูมิภาคดังกล่าวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากเม็ดเงินลงทุน และโครงสร้างทั้งท่าเรือน้ำลึก และสนามบิน ที่รองรับพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งความเชื่อมโยงของภาคตะวันออกกับภาคอีสานในด้านการส่งผ่านแรงงานลงมาในพื้นที่

 ที่สำคัญ พื้นที่ที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดอย่างภาคตะวันออกนี้ ยังเป็นเสมือนพื้นที่ชายแดนผืนใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก เพราะเชื่อมติดกับกัมพูชา

 ขณะที่เรามองเรื่องความขัดแย้งที่ชายแดนกัมพูชาเพียงแค่เรื่องในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเราเท่านั้น

 ปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกนั้นจำเป็นจะต้องมีรูปแบบการบริหารจัดการเสียใหม่มากกว่าเพียงเรื่องของคณะกรรมการที่เข้ามาจัดการปัญหาของมาบตาพุดดังที่เป็นอยู่ โดยมองเอาท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง

 เราอาจจะต้องมีหน่วยการปกครองใหม่ที่รวมเอาจังหวัดในภาคตะวันออกเข้าด้วยกันเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานต่างๆ ให้สอดคล้องกัน ไม่ให้เอาเปรียบกันมากนัก อาทิ เรื่องระดับมลพิษ เรื่องการเอาเปรียบของเมืองกับชนบทเช่นปัญหาขยะ แต่รูปแบบดังกล่าวนี้ต้องไม่ใช่เรื่องแค่ว่ามีคณะกรรมการส่วนกลางมาชี้นิ้วสั่งข้าราชการและประชาชนในท้องถิ่น

 แต่อาจจะต้องเริ่มจากการสร้างโครงข่ายความร่วมมือของหน่วยการปกครองท้องถิ่นทั้งหมด และเครือข่ายประชาสังคมในท้องถิ่นให้มาประชุมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ในทุกๆ เดือน และผลักดันให้เกิดปฏิญญาบางประการที่หน่วยการปกครองท้องถิ่นยอมรับเป็นมาตรฐานในทิศทางการพัฒนาร่วมกัน และหน่วยงานจังหวัดและส่วนกลาง รวมทั้งภาคเอกชนเองก็ต้องยอมรับสิ่งนี้ด้วย โดยมีมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นนั้นผลิตงานวิจัยรองรับการกำหนดมาตรฐาน-ทิศทางการพัฒนาเหล่านั้น

 คนละไม้คนละมือครับ จะได้เผชิญภาวะท้าทายของความเป็นศูนย์กลางการเติบโตในภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดและเชื่อมโยงกับโลก รวมทั้งเป็นภูมิภาคชายแดนที่สำคัญได้ด้วยครับผม

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])