
อย่าหลงทางไปตามตัวเลข
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการประชุมที่สำคัญของสภาผู้แทนราษฎร คือการพิจารณาเรื่องงบประมาณประจำปี 2554 เถียงกันหน้าดำหน้าแดงยังไม่จบต้องยกยอดมาถึงสัปดาห์นี้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาตามท้องเรื่องแล้วการพิจารณาในวาระที่ 2 และที่ 3 ต่อไปนั้นก็คงจบไปด้วยดี แต่ไพ
ในช่วงเวลาเดียวกัน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ก็ตั้งวงระดมนักวิชาการมาถกกันเรื่องความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในเชิงรายได้ของคนไทยเรา และเป็นที่แน่นอนว่าในวงสนทนาเช่นนี้ย่อมมีการยกตัวเลขสถิติมาอ้างอิงเป็นอันมาก
สถิติอันเกี่ยวกับรายได้ของประชากรที่ถูกหยิบยกมาพูดกันมากและฟังได้ว่าตลอด 10 ปีเศษที่ผ่านมานั้นรายได้เฉลี่ยของคนไทยนับว่าดีขึ้น เส้นแบ่งความยากจนก็สูงขึ้นโดยขยับจาก 838 บาทต่อหนึ่งเดือน ต่อหนึ่งคน เพิ่มเป็น 1,443 บาท หรือประมาณวันละ 50 บาท ก็ถือว่าอยู่ได้ คนไทยที่ยากจนตามนิยามศัพท์นี้สำรวจเมื่อ 2 ปีที่แล้วมีแค่ 5.4 ล้านคนจากประชากร 63.9 ล้านคน คิดเป็นแค่ 8.48% ซึ่งก็ไม่นับว่าหนักหนาอะไรเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
และจากตัวเลขในปี 2550 พบว่าคนไทยที่รวยที่มีเพียง 20%ของประชากรนั้น มีรายได้รวมกันทั้งสิ้นถึง 55%เศษ ว่ากันไปเรื่อยถึงว่ารายได้ประชาชาติ 100 บาท คนจนได้แบ่งมาแค่ 4.30 บาทเท่านั้นเอง แล้วว่าคนรวย (กลุ่ม 20%) นั้นมีรายได้มากกว่าคนจนถึงเกือบ 13 เท่า
และแน่นอนเมื่อหยิบตัวเลขในแง่มุมนี้ออกมาโฟกัส ผลที่สรุปก็ได้ว่า “คนมีกินรวบเศรษฐกิจ ความรวยกระจุก ความจนกระจาย...”
จากข้อสรุปผิดๆ เช่นนี้จึงนำไปสู่สโลแกนที่ว่า ต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมอันเกิดจากรายได้ที่แตกต่าง ด้วยการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่งสโลแกนเช่นนี้คงคุ้นหูท่านผู้อ่านหลายคน ในสมัยเยาว์วัยคงจะได้ยินคำพูดเช่นนี้จากประเทศที่เพิ่งพ้นสภาพเมืองขึ้นใหม่ๆ และประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์เท่านั้น แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าในโลกยุคใหม่ พ.ศ. 2553 นี้จะได้ยินสโลแกนประเภทนี้ฟุ้งกระจายอยู่ในสังคมไทยเราอีก
ถ้าใช้หลักวิชากันจริงๆ เขาก็มีดัชนีสำหรับวัดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางรายได้ของสังคมที่เรียกว่า ดัชนีจีไอเอ็นไอ (GINI INDEX) ในปีสองปีที่ผ่านมามีสำนักวิชาการต่างประเทศได้จัดสำรวจทั่วโลก 134 ประเทศ จัดอันดับการกระจายรายได้ตามดัชนีนี้ สำหรับประเทศไทยนั้นอยู่ในอันดับที่ 50 ซึ่งเป็นกลุ่มกลางๆ โดยประเทศไทยมีอัตราการกระจายรายได้ดีกว่าอเมริกา ดีกว่ามาเลเซีย และสิงคโปร์ แต่สู้อินเดียกับเวียดนามไม่ได้ ซึ่งก็นับว่าไม่เลวนัก
อันตรายอันเกิดจากแปลความหมายทางสถิติผิด ก็อาจจะทำให้นโยบายของรัฐผิดทาง เช่นอาจจะหาทางแบ่งประโยชน์จากคนรวยมาสู่คนจนจนเกินขอบเขต ทำให้กลุ่มคนรวยซึ่งเปรียบเสมือนหัวรถจักรทางเศรษฐกิจถูกบั่นทอนกำลังไปแล้วจะมีกำลังที่ไหนดึงโบกี้รถทั้งขบวนให้เคลื่อนตัวไปแข่งขันกับขบวนอื่นเขาได้
โปรดสังเกตว่าในแนวความคิดการเก็บภาษีแผนใหม่นั้นเขามักจะวางน้ำหนักไปที่ภาษีทางอ้อม ไม่ใช่เน้นภาษีจากรายได้โดยตรง (ปัจจุบันมีคนไทยแค่ 2.3 ล้านคนที่เสียภาษี อย่าตกใจ) และโดยธรรมชาติคนมีรายได้สูง(รวย)ย่อมใช้จ่ายมากกว่า ย่อมจ่ายภาษีมากกว่าเป็นธรรมดา และไม่จำเป็นที่จะต้องเก็บภาษีพิเศษจากคนรวยมาแบ่งคนจนตามแนวนิยายน้ำเน่า
ผมขอภาวนาว่าผู้มีอำนาจคงได้อ่านคอลัมน์นี้แล้วฉุกคิดว่าจะแก้ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของสังคมไม่ใช่ด้วยการเอารายได้ของคนรวยมาแบ่งให้คนจน แต่เป็นว่าทำอย่างไรจึงจะเพิ่มรายได้ให้คนจนมากยิ่งๆ ขึ้น บ้านเมืองจะเฟื่องฟู
นายหนูใหญ่ [email protected]



