ข่าว

มาร์คยินดีขรก.รับทุนศึกษาภาษาจีนที่ฮกเกี๊ยน

มาร์คยินดีขรก.รับทุนศึกษาภาษาจีนที่ฮกเกี๊ยน

25 ส.ค. 2553

นายกฯขอให้ขรก.ที่ได้รับทุนไปศึกษาภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียว เมืองเซียะเหมิน มณฑลฮกเกี๊ยนนำความรู้มาใช้ให้เป็นประโยชน์กับบ้านเมือง พร้อมยินดีเยาวชนไทยชนะเลิศมหกรรมดนตรีจีนนานาชาติ

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 25 ส.ค.นายพินิจ จารุสมบัติ นายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย - จีน   นำคณะข้าราชการที่ได้รับทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยหัวเฉียว จำนวน 30 คน เข้าเยี่ยมคารวะและรับโอวาทจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสที่จะเดินทางไปเข้ารับการศึกษาภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียว เมืองเซียะเหมิน มณฑลฮกเกี๊ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน             

 นายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน ได้กล่าวรายงานว่า สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย- จีน เป็นองค์กรประชาชนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างประเทศกับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยไม่มีวัตถุประสงค์ทางการค้าหรือแสวงหากำไร  มาตั้งแต่ครั้งยุคสงครามเย็นต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  ซึ่งได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดยความสัมพันธ์ทุกด้านระหว่างประเทศได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว  และความร่วมมือได้ขยายตัวไปทุกด้าน ทำให้เกิดความขาดแคลนผู้รู้ภาษาจีนในการทำหน้าที่สื่อสารระหว่างกันในภาครัฐ

 ดังนั้น เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ทางสมาคมฯ จึงได้ทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหัวเฉียว เมืองเซียะเหมิน มณฑลฮกเกี๊ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลจีน  ในการขอรับทุนการศึกษาให้บุคลากรภาครัฐได้เดินทางไปศึกษาภาษาจีนที่มหาวิทยาลัยดังกล่าวเป็นระยะเวลา 1 ปี  เป็นมูลค่าทุนละประมาณ 500,000 บาท  โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ    อีกทั้งยังได้จัดทุนการศึกษาสำหรับต่างชาติปีละประมาณ 100 ทุน ในจำนวนนี้ได้จัดสรรให้กับประเทศไทยปีละประมาณ 30 ทุน  ซึ่งทางสมาคมฯ ก็ได้ประสานงานกับภาครัฐเพื่อคัดเลือกบุคคลากรที่เหมาะสมเข้ารับทุนการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บุคลากรที่ได้รับทุนการศึกษาแล้ว กลับมาปฏิบัติราชการแล้วได้รับความไว้วางในจากส่วนราชการต้นสังกัดในการทำหน้าที่ประสานงานและสื่อสารกับองค์กรของรัฐบาลจีน  เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและบ้านเมืองอีกด้วย                           

 โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความยินดีและขอบคุณทางสมาคมฯ และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวที่ได้ให้ทุนการศึกษาแก่ข้าราชการจากทุกหน่วยงานมาเป็นเวลา 6 ปีติดต่อกันแล้ว  ทำให้มีข้าราชการที่ได้รับการพัฒนาความรู้ ความสามารถ และทักษะที่เพิ่มขึ้นจำนวนไม่น้อยเลย ซึ่งความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้นมีความใกล้ชิดและมีลักษณะที่พิเศษ เพราะประชาชนทั้งสองประเทศมีความรู้สึกผูกพันแน่นแฟ้นกันมาเป็นระยะเวลายาวนานมากเสมือนกับเป็นพี่เป็นน้องกัน และในทุกระดับความสัมพันธ์นั้นจะมีกิจกรรมอยู่ตลอดเวลา 

 โดยเฉพาะสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นครั้งที่ 30 กว่าแล้วในปีนี้ และเสด็จฯ ครบทุกมณฑล ซึ่งทางการจีนได้มอบรางวัลยกย่องให้พระองค์ท่านเป็นหนึ่งในมิตรของประเทศจีนที่ติดอันดับจากการลงคะแนนของประชาชนจีนนอกจากนี้ ในเรื่องของเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยและจีนเติบโตขึ้นมาก  มีการกำหนดเป้าหมายความสัมพันธ์ไทย-จีนที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องปริมาณการค้า การลงทุน และเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยว แม้ว่าเป้าหมายจะสะดุดลงบ้างจากวิกฤตเศรษฐกิจรอบล่าสุด  แต่มั่นใจว่าภายใน 1-2 ปีนี้ทุกอย่างจะเป็นไปตามเป้าหมายหรืออาจจะทำได้เกินเป้าหมายด้วยซ้ำ                          

 นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า  การที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียวได้ให้โอกาสและมีข้าราชการได้เข้ารับการศึกษาด้านภาษาจีนนั้น  จะช่วยลดช่องว่างในความพร้อมของหน่วยงานต่าง ๆ ในการประสานงานของจีน  ซึ่งเชื่อว่าทุกคนตระหนักดีถึงความสำคัญของบทบาทของจีนในโลกปัจจุบัน การก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก  ส่งออกมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก แล้วยังเร่งขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง  รวมทั้ง ความตั้งใจของจีนในการที่จะเข้ามามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประเทศต่างๆ 

 รวมทั้งประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แทบจะเรียกได้ว่า ก้าวกระโดดด้วย  จากการที่มีการเปิดเสรีทางการค้าและมีการพูดถึงโครงการความเป็นไปได้ในการร่วมทุน  ซึ่งล่าสุดเราได้มีการพูดคุยกันในเบื้องต้นถึงการร่วมลงทุนในเรื่องของรถไฟที่ทางการจีนได้แลกเปลี่ยนมาคือ การที่จะทำรถไฟจากหนองคายแล้วเชื่อมกับประเทศลาว มาที่กรุงเทพฯ  และลงไปที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งจะเป็นรถไฟที่ใช้รางขนาดมาตรฐาน คาดว่าความเร็วจะอยู่ที่ประมาณ 200 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป  ถือได้ว่าเป็นการพลิกโฉมของการเดินทางโดยรถไฟในประเทศ  อันนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการที่จีนกำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันให้มากขึ้น             

 ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีขอให้ข้าราชการทุกคนที่ได้รับทุนครั้งนี้ ได้ประพฤติปฏิบัติตนเพื่อธำรงค์ไว้ซึ่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีของข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างมั่นคง และเป็นตัวอย่างที่ดีของการเป็นตัวแทนของคนไทยในต่างแดน ซึ่งได้แสดงออกถึงอุปนิสัยที่เต็มไปด้วยความมีมิตรไมตรี ความตื่นตัว  ความกระตือรือร้น และมีทัศนะที่ก้าวหน้า ดังนั้น จึงขอให้ทุกคนได้ใช้โอกาสนี้อย่างคุ้มค่า  และนำเอาความรู้ ประสบการณ์ ทักษะต่างๆ มาใช้ประโยชน์เพื่อการงานของตัวเอง และที่สำคัญคือเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองของเราและประชาชนของเราด้วย

พร้อมยินดีเยาวชนไทยชนะเลิศมหกรรมดนตรีจีนนานาชาติ

 และเมื่อเวลา 08.45 น. นายช่อ แซ่โง้ว ผู้บริหาร โรงเรียนศิลปะการแสดงดนตรีจีนจังหวัดชลบุรี นำคณะกรรมการและนักเรียนที่ได้รับรางวัลจากการเข้าร่วมแข่งขันในงานมหกรรมดนตรีจีนนานาชาติ ณ กรุงปักกิ่ง จำนวน 20 คน เข้าเยี่ยมคารวะและรับโอวาทจากนายอภิสิทธิ์ เนื่องในโอกาสที่เดินทางกลับจากการแข่งขัน

 ผู้บริหารโรงเรียนศิลปะการแสดงดนตรีจีนจังหวัดชลบุรี ได้กล่าวรายงานว่า โรงเรียนศิลปการแสดงดนตรีจีนได้พัฒนามาจากการเป็นชมรมส่งเสริมศิลปการแสดงดนตรีจีนซึ่งก่อตั้ง เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2550 จากความตั้งใจที่จะพัฒนาทางด้านดนตรีจีนของเยาวชน โดยเฉพาะเยาวชนไทย เพื่อเป็นการสนับสนุนการศึกษา และการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ รวมถึงเป็นการเผยแพร่ศิลปะการแสดงดนตรีจีน ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

 โดยได้เข้าร่วมการแข่งขันงานมหกรรมดนตรีจีนนานาชาติ ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้มีผู้เข้าลงสมัครแข่งขันกว่า 1,000 คน จากผู้เข้าร่วม 36 มณฑล 56 พื้นที่ในประเทศจีนและต่างประเทศคือ สิงคโปร์และไทย เป็นต้น มีทั้งการแข่งขันประเภทเดี่ยว และแข่งขันประเภทวง

 โดยเยาวชนจากโรงเรียนศิลปการแสดงดนตรีจีน ชลบุรีของไทย ได้รับรางวัลชนะเลิศ 4 เหรียญทอง 8 เหรียญเงิน ประกอบด้วย การแข่งขันประเภทเดี่ยว ได้แก่ นางสาวกุลธิดา คุณธรรมสิริ ประเภทขิมหยาง ได้รับเหรียญทองจากเพลง "ชนเผ่าอี๋" นางสาวสิลิน เทียมสิริวัฒน์ ประเภทซอเอ้อหู ได้รับเหรียญทองจากเพลง "ไส้หม่า" เด็กหญิงพรรณทิพย์ จรัสเวคิน ประเภท ขิมหยาง ได้รับเหรียญทองจากเพลง "เสี่ยวเหลียงเตา" นายชาญเอก สิริจันทโรภาส ประเภทกู่เจิง ได้รับเหรียญเงินจากเพลง "หานยาซี่สุ่ย" การแข่งขันประเภทคู่ ได้รับรางวัล ระดับชั้นประถม ได้แก่ เด็กหญิงพรรณทิพย์ จรัสเวคิน ประเภทขิมหยาง อายุ 9 ปี ได้รับเหรียญเงิน เด็กหญิงทิพย์อุไร จรัสเวคิน ประเภทซอเอ้อหู อายุ 6 ปี ได้รับเหรียญเงิน และจากการแข่งขันประเภทวง ได้รางวัลระดับเยาวชน ได้ รับ1 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน อีกด้วย

  นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้ฝึกสอนและนักเรียนที่เข้าร่วมการ แข่งขันงานมหกรรมดนตรีจีนนานาชาติ ณ กรุงปักกิ่ง พร้อมกล่าวว่า การเข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับคนไทยทั้งประเทศ และยืนยันอีกครั้งว่า คนไทยมีความสามารถที่หลากหลายอย่างที่ทุกคนได้ประสบความสำเร็จในครั้งนี้ ซึ่งมีทั้งพรสวรรค์ ความมุ่งมั่นตั้งใจ และมีความอดทน ซึ่งจะพัฒนาตนเองได้มากยิ่งขึ้น และนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคตอีกด้วย พร้อมทั้งหวังว่า ทุกคนจะเผยแพร่และรักษาชื่อเสียงของประเทศไทยให้กว้างขวางต่อไป