ข่าว

มาร์คเผยก.ตร.อุทธรณ์คำสั่งศาลปค.กรณีวัชรพล

มาร์คเผยก.ตร.อุทธรณ์คำสั่งศาลปค.กรณีวัชรพล

25 ส.ค. 2553

นายกฯเผยก.ตร.จะอุทธรณ์คำสั่งศาลปค.กรณีแต่งตั้ง"วัชรพล" ด้านเจ้าตัวรับสภาพ น้อมรับคำสั่งพร้อมถอยเป็นผู้ช่วยผบ.ตร.-ลดยศ ชี้รอลุ้นอุทธรณ์ ขอฟังคำสั่งเด็ดขาด “พัชรวาท”สวน ถ้าผิดกรณีนี้ก็เป็นเพราะตัวเอง เชื่อว่าทำถูกต้องตามกฎหมาย จ่อใช้สิทธิอุทรณ์ ขู่ถ้านายก

เมื่อเวลา 15.15 น.วันที่ 25 ส.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลปกครองให้เพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ลงวันที่ 7 เมษายน 2552 ลำดับที่ 3 ที่แต่งตั้ง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2552 เป็นต้นไป ว่า ตนกำลังดูคำวินิจฉัยอยู่เพราะเพิ่งได้รับมาเมื่อสักครู่นี้เอง แต่เท่าที่ทราบจากฝ่ายของก.ตร. เห็นว่าจะมีการอุทธรณ์ ซึ่งขั้นตอนต่อหลังจากการอุทธรณ์ต้องรอเวลาจนคดีถึงที่สุด

 เมื่อถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าการแต่งตั้งโยกย้ายของตำรวจมีปัญหามาก นายกฯ ย้ำว่า ตนยังไม่ได้อ่านรายละเอียดว่าประเด็นที่ศาลปกครองชี้มีประเด็นอะไรบ้าง แต่ถ้าศาลวินิจฉัยถึงที่สุดอย่างไรก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ซึ่งการเยียวยาก็จะมีหลักเกณฑ์คงจะเทียบเคียงกับก.พ.ได้วางแนวทางไว้ในเรื่องของการเยียวยาเวลาที่มีการชี้ของศาลปกครองกรณีการโยกย้ายแต่งตั้ง

 เมื่อถามว่าโอกาสที่เขาเสียไปคุ้มค่ากับการเยียวยาหรือไม่เพราะพล.ต.อ.ชลอ ชูวงษ์ ก็จะเกษียณอายุราชการอยู่แล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องไปดูเพราะว่ามันมีแนวทางการเยียวยาอยู่ อย่างไรก็ตามคดียังไม่ถึงที่สุด และตนได้รับทราบจากทางก.ตร.ว่าเขาจะอุทธรณ์ ส่วนเหตุผลในการรอุทธรณ์นั้นตนก็ยังไม่เห็นทั้งแนวที่จะอุทธรณ์และทั้งคำวินิจฉัย

 ส่วนการทูลเกล้าฯรายชื่อพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษาสบ.10. ภายหลังที่คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.) มีมติคัดเลือกให้พล.ต.อ.วิเชียร นั่งตำแหน่งผบ.ตร. นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนลงนามและทูลเกล้าฯแล้ว

ก.ตร.อุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุด
 
 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รองผบ.ตร. กล่าวว่า เรื่องนี้ทราบว่าก.ตร.มีการมอบหมายให้ พล.ต.ต.วิบูลย์ ปรองดอง รองผบช.สง.ก.ตร. ไปดำเนินการอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

 ขณะที่วันเดียวกัน ที่ห้องประชุม 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) มีการประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการตำรวจ(อนุก.ตร.) ฝ่ายบริหารงานบุคคล โดยมี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผบ.ตร.และ ร่วมประชุมด้วยโดยพล.ต.อ.วัชรพล กล่าวถึงกรณีศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาว่า ตนทราบจากข่าวแล้วแต่ยังไม่เห็นคำสั่งอย่างเป็นทางการ ต้องรอคำพิพากษาฉบับเต็มเสียก่อน ทั้งนี้คิดว่าหากคำพิพากษาถือว่าสิ้นสุดแล้วตามกฎหมาย ก็ต้องยอมรับตามคำพิพากษา หากถึงที่สุดแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น อย่างไรก็ตามวันนี้พล.ต.อ.วิเชียร แจ้งแก่ตนว่าทางก.ตร.จะดำเนินการอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

 “ส่วนตัวผมไม่เป็นไร เรื่องนี้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผู้มีส่วนตรงนั้นที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็มีสิทธิร้องต่อศาล ศาลก็พิจารณาไปตามข้อมูล ตามขั้นตอนก็ว่ากันไป ในข้อเท็จจริงหากคำสั่งพิพากษาถึงที่สุดแล้วมีผลตามกฎหมาย ผมก็ต้องกลับไปตำแหน่งเดิมก่อน ไปเป็นผู้ช่วยผบ.ตร.กลับไปทำงานของเราต่อไป”พล.ต.อ.วัชรพลกล่าว

 เมื่อถามว่าบั่นทอนกำลังใจหรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ไม่คิดอย่างนั้น คิดว่าในชีวิตราชการโอกาสที่ได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชา ที่ใช้อำนาจดุลพินิจทำตามหน้าที่และดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายมีการคัดเลือก กลั่นกรอง และผ่านมติก.ตร. เมื่อมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นก็ต้องพิจารณาไปตามขั้นตอน ตนไม่คิดอะไร คำพิพากษาสิ้นสุดเมื่อไหร่ก็ต้องทำตามคำสั่งศาล แต่กรณีนี้ทราบว่าจะมีการอุทธรณ์

 พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า กรณีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดตามนี้ โดยกฎหมายปกครองนั้น คำสั่งที่ตนทำไป ในช่วงที่เป็นรองผบ.ตร.จะไม่ได้รับผลกระทบ ถือเป็นการกระทำโดยชอบ ไม่มีส่วนเสียหายใดต่อราชการทั้งสิ้น มีแต่ตนเองเท่านั้นที่ต้องกลับไปเป็นผู้ช่วยผบ.ตร. และต้องดำเนินการเรื่องยศด้วยเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตามคำสั่งนี้ต้องเป็นคำสั่งสิ้นสุดเสียก่อน ซึ่งจะสิ้นสุดได้เป็นได้ใน2 กรณี คือ กรณีผู้ที่เกี่ยวข้องไม่อุทธรณ์เมื่อถึงเวลาที่กำหนด แต่กรณีนี้อุทธรณ์ได้ ระหว่างนี้ทุกอย่างก็ดำเนินไปตามครรลองตนก็ทำหน้าที่รองผบ.ตร.ต่อไป

 “ยืนยันว่ายังมีขวัญกำลังใจดี ยังทำหน้าที่ต่อไป ยังมีเวลาทำหน้าที่ให้ประเทศชาติได้อีก ส่วนตัวนั้นยังตอบไม่ได้ว่าดำเนินการอย่างไรต่อเรื่องนี้ได้บ้าง ต้องรอดูไปตามครรลองก่อน และเชื่อมั่นใจกระบวนการยุติธรรม ขณะนี้แค่ขั้นแรกยังอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ แต่ผมไม่ขออกความเห็นมาก แล้วจะกลายเป็นไปกดดันหน่วยที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้เมื่อกระทบต่อตัวผม ผมก็ยอมรับสภาพ” พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว

"พัชรวาท"แอ่นอกรับถ้าแต่งตั้ง"วัชรพล"ผิด

 ด้านพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. กล่าวว่า เรื่องนี้ ตนขอเรียนว่า เมื่อคราวแต่งตั้ง พล.ต.อ.วัชรพล นั้น ตนเป็น ผบ.ตร.ได้มีตำแหน่งรอง ผบ.ตร.ว่าง 1 ตำแหน่ง เนื่องจาก พล.ต.อ.ปรุง บุญผดุง รอง ผบ.ตร.ได้รับการแต่งตั้งไปเป็นหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ประกอบกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติในขณะนั้นมีปริมาณงานด้านความมั่นคงและด้านปราบปราม ตนจึงเสนอขอเพิ่มตำแหน่ง ที่ปรึกษา ด้านความมั่นคง และที่ปรึกษาด้านปราบปราม เทียบเท่า รอง ผบ.ตร. 2 ตำแหน่ง มีการนำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรว (ก.ตร) มีมติเห็นชอบ ก่อนที่จะเสนอต่อไปยังคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ตช.) ก็มีมติเห็นชอบเพิ่มตำแหน่ง

 พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวต่อว่า จากนั้นเมื่อมีการแต่งตั้ง ตนได้เสนอบัญชีให้ พล.ต.อ.วัชรพล เป็นรอง ผบ.ตร. เสนอ พล.ต.อ.ชลอ พล.ต.อ.วิเชียร เป็นที่ปรึกษา สบ 10 เพราะตนเป็นหัวหน้าหน่วยงาน ตนต้องการจะใช้ พล.ต.อ.วัชรพล มาทำงานในตำแหน่ง รอง.ผบ.ตร.บร.ดูงานด้านบริหารงาน ซึ่งในกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องเสนอ ผช.ผบ.ตร.อาวุโสอันดับหนึ่งเป็น รอง ผบ.ตร. เสนอเป็น ที่ปรึกษา สบ 10 ก็ได้ แล้วแต่หัวหน้าหน่วยงานจะกำหนด เพราะต้องเอาคนที่ไว้ใจมาใช้งาน ประกอบกับตำแหน่ง สบ 10 ก็เป็นพลตำรวจเอกเหมือนกัน เพียงแต่เป็นแค่ที่ปรึกษาเท่านั้น และการแต่งตั้งแบบนี้ก็เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งไม่ใช่ครั้งแรก ผบ.ตร.ในอดีตหลายท่านก็ดำเนินการแต่งตั้งแบบนี้

 “ เรื่องนี้พล.ต.อ.วัชรพล ไม่ได้ผิดอะไร ถ้าจะบอกว่าผิดก็ต้องเป็นผมเอง เพราะผมเป็นคนเสนอ ซึ่งเรื่องนี้ตนเชื่อว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คงจะใช้สิทธิอุทธรณ์แน่นอน ถ้าไม่มีใครอุทธรณ์ตนจะใช้สิทธิของตนอุทรณณ์คำสั่งศาลปกครองเอง” พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าว

 พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องกฤษีฏาตีความให้นายกรัฐมนตรี รับตนกลับเข้ารับราชการนั้น ตนเห็นว่า ท่านคงต้องเซ๊นตามที่กฤษฏีกาเสนอ ท่านจะส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนท่านนายกฯจะเอาเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรีก็ได้แต่คงเป็นแค่การหารือ เพราะคณะรัฐมนตรีไม่มีอำนาจในเรื่องนี้ ตนก็รอดูว่าท่านจะทำอย่างไร เพาะเรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมาย หากท่านไม่เซ็นต์ คนมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็ต้องเซ๊น และท่านอาจเข้าข่าย ทำผิดกฎหมาย ม.157 ซึ่งมีอายุความนาน 20 ปี