ข่าว

แนะเยาวชนเปราะบางห่างไกลโรคเอดส์ก้าวต่อของ"มูลนิธิพัฒนาเครือข่ายเอดส์อีสาน"

แนะเยาวชนเปราะบางห่างไกลโรคเอดส์ก้าวต่อของ"มูลนิธิพัฒนาเครือข่ายเอดส์อีสาน"

26 ส.ค. 2553

ในพื้นที่ภาคอีสาน ปัญหาเรื่องโรคเอดส์ยังไม่ได้ลดน้อยถอยลงไป แต่กลับมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนเปราะบาง ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคได้เป็นอย่างดี แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเอดส์ในช่วงอายุวัยรุ่นจะน้อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ติดเลย

  ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ป่วยเอดส์ ตั้งแต่ปี 2527 จนถึงเดือนมิถุนายน 2551 มีผู้ติดเชื้อกว่า 3.3 แสนคน มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 9 หมื่นคน ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานช่วงอายุ 30-34 ปี รองลงมาได้แก่ อายุ 25-29 ปี, 35-39 ปี และ 40-44 ปี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้าง รองลงมาได้แก่ อาชีพเกษตรกรรม ผู้ว่างงาน ค้าขาย และแม่บ้าน ปัจจัยเสี่ยงพบว่า เพศสัมพันธ์ เป็นสาเหตุทำให้มีการติดเชื้อเอดส์มากที่สุด

 และนี่เองที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ มูลนิธิพัฒนาเครือข่ายเอดส์ (เอดส์เน็ท) สำนักงานภาคอีสาน ที่ทำงานในพื้นที่มานานกว่า 12 ปี ได้ทำแผนงานโครงการเสริมสร้างศักยภาพองค์กรในการส่งเสริมการป้องกันเอชไอวี/เอดส์ในกลุ่มเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โครงการนี้ได้ทำงานผ่านไปแล้ว 2 ปี และมีการนำบทเรียนการทำงานมาสรุปในเวทีของเครือข่ายเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

 เรื่องนี้ ทิพวัลย์ โมกภา ผู้ประสานงานโครงการเสริมสร้างศักยภาพองค์กรในการส่งเสริมการป้องกันเอชไอวี/เอดส์ในกลุ่มเยาวชนกลุ่มเปราะบาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการย่อยที่มูลนิธิพัฒนาเครือข่ายเอดส์ (เอดส์เน็ท) สำนักงานภาคอีสานได้เข้าไปทำด้วย บอกว่า ที่ผ่านมาสังคมมักจะมองว่า กลุ่มเยาวชนที่เปราะบางน่าจะเป็นกลุ่มเยาวชนเร่ร่อน และด้อยโอกาส แต่แท้จริงแล้วความเปราะบางที่เกิดขึ้นนั้นมันมีแยกย่อยออกไปอีกเยอะ ทางคณะทำงานจึงได้หารือกันและแบ่งกลุ่มเยาวชนที่เปราะบางออกเป็น 5 กลุ่มเพื่อจะได้ทำงานด้วยได้สะดวกขึ้นคือ 1.กลุ่มชายรักชาย หรือเอ็มเอสเอ็ม 2.กลุ่มเยาวชนในและนอกระบบโรงเรียน 3.กลุ่มสถานประกอบการและสถานบันเทิง 4.เด็กเร่ร่อน และ 5.กลุ่มเยาวชนในหอพัก ซึ่งทั้ง 5 กลุ่มนี้มีความเสี่ยงมากที่จะนำไปสู่การติดเชื้อด้วยสาเหตุการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกันเป็นหลัก ทางมูลนิธิจึงได้จัดทำหลักสูตรกลางเพื่อให้เครือข่ายที่จะลงไปทำงานกับเยาวชนเหล่านี้นำไปใช้ เพื่อลดการติดเชื้อเพิ่มขึ้น

 ส่วนคนทำงานกับกลุ่มเอ็มเอสเอ็ม หรือกลุ่ม men who have sex with men หรือกลุ่มชายรักชาย อย่าง บุญกลาง เพียมูล ผู้ประสานงานบ้านนิจจานุเคราะห์ อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู บอกว่า ประเด็นเยาวชนชายรักชาย ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก เพราะการทำงานที่ผ่านมาพบว่า วัยรุ่นชายมักจะทดลองและเรียนรู้เรื่องเพศจากเพื่อนเพศเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มเกย์ กะเทยในหมู่บ้านที่มักจะหลอกเด็กหน้าตาดีๆ ไปร่วมเพศด้วย และหากกลุ่มนี้ไม่มีการป้องกัน หรือรู้เท่าทันโรค ก็จะสามารถเป็นแหล่งแพร่เชื้อเอดส์ได้เป็นอย่างดี

 "เวลามีงานหมอลำ งานมหรสพต่างๆ กลุ่มเอ็มเอสเอ็ม หรือชายรักชายกลุ่มนี้จะออกล่าเหยื่อ โดยเหยื่อก็จะเป็นคนในหมู่บ้านเองที่อยากจะมีเพศสัมพันธ์ และบางคนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกก็อาจจะเลือกมีกับเพศชายด้วยกันเพราะหาง่ายและเข้าหาสะดวกกว่า และกลุ่มเกย์ กะเทย บางคนก็ล่าเหยื่อจากเด็กวัยรุ่นหรือเด็กชายในหมู่บ้าน เพราะความไว้วางใจกันหรือหาง่ายกว่า ตัวเลขเยาวชนที่มีเพศสัมพันธ์กันในพื้นที่พบว่ามีในช่วงอายุ 13-15 ปี คิดเป็น 21% และในจำนวน 21% นี้พบว่ามีเพศสัมพันธ์ในกลุ่มชายกับชายเองมากถึง 14%" บุญกลางบอก และนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจกระโดดเข้าทำงานเรื่องนี้

 ซึ่งคล้ายคลึงกับ เสาศิลป์ เพ็งสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายเด็กและเยาวชนจังหวัดมหาสารคาม ที่เข้าไปทำงานกับกลุ่มนักศึกษาในหอพัก โดยเลือกทำงานในพื้นที่ จ.มหาสารคาม เพราะเป็นเมืองแห่งการศึกษา มีหอพักและมีนักศึกษาเป็นจำนวนมาก นักศึกษาบางคนจับคู่อยู่แบบผัวเมีย โดยมีเพศสัมพันธ์กันแบบเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยแล้วแต่ความพึงพอใจ ทำให้อาจจะนำไปสู่การติดเชื้อเอดส์ได้

 เขาบอกว่า นักศึกษาตามหอพัก เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะเสี่ยง โดยเฉพาะหอพักที่ไม่ถูกระเบียบ นักศึกษาส่วนใหญ่อยู่กันเป็นคู่ อีกทั้งบางคนยังทำงานพิเศษในร้านตามสถานบริการต่างๆ เช่น ร้านเหล้า โรงแรม อาจทำให้เกิดความเสี่ยงจากการใช้ชีวิตที่อิสระเกินไป ส่วนใหญ่ติดเชื้อมาจากคู่นอน ซึ่งมีมากที่ไปขอรับยาต้านไวรัสในโรงพยาบาล และที่ยังไม่ได้รับการตรวจอีก ประมาณ 70% ส่วนใหญ่นักศึกษาใช้วิธีการหาคู่ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต  ซึ่งมีเว็บไซต์ในส่วนนี้โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม การทำงานกับนักศึกษาจะทำงานง่ายกว่ากลุ่มอื่นเพราะมีชมรมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว

 "ที่ผ่านมาเราเข้าไปทำงานกับนักศึกษาในหอพัก เพราะหอพักบางแห่ง บอกเป็นหอพักหญิงแต่กลับปล่อยให้นักศึกษาชายเข้าไปอยู่ด้วย อยู่แบบเป็นคู่ๆ และนักศึกษาหญิงหรือชายบางคนขายบริการทางเพศด้วย ทำให้มีการติดเชื้อเอดส์มาจากคู่นอนและมาแพร่ให้กันเอง เพราะส่วนใหญ่เวลามีเพศสัมพันธ์จะไม่ยอมใส่ถุงยาง เพราะมองว่าจะไม่ไว้ใจกัน ทำให้การแพร่เชื้อเอดส์เยอะมากแต่ไม่เป็นที่เปิดเผยเท่านั้น การทำงานของเราเข้าไปแนะนำวิธีการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ด้วยการใส่ถุงยางและการรักนวลสงวนตัว แต่คงไม่ได้เข้าไปห้ามการมีเพศสัมพันธ์กันเพราะเป็นเรื่องยาก" เสาศิลป์ บอก

 นี่คือการทำงานของกลุ่มคนทำงานด้านเอดส์ในพื้นที่ภาคอีสาน ที่พยายามเข้าหากลุ่มเปราะบางทุกกลุ่มที่จะนำไปสู่การแพร่เชื้อเอชไอวีในพื้นที่  เป้าหมายสูงสุดที่พวกเขาตั้งเอาไว้คือ ให้ทุกคนเห็นคุณค่าและให้โอกาสแก่ตนเองและคนอื่น ทำงานต่อโดยมีภาคีที่มากขึ้น

 และเป้าหมายสูงสุดไปกว่านั้นคือ ทำให้สังคมไทยและโลกนี้ไม่มีการแพร่เชื้อเอดส์เลย

"สุมาลี สุวรรณกร"