
จี้รัฐเปิดลงทะเบียนต่างด้าวใหม่ดึงแรงงานสู่ระบบ
เครือข่ายองค์กรภาคแรงงาน จี้รัฐเปิดลงทะเบียนต่างด้าวรอบใหม่ ขยายเวลาพิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่า ดึงแรงงานผิดกฎหมายกลับสู่ระบบ ด้านกระทรวงแรงงาน เผยเอกสารตีกลับอื้อ เหตุข้อมูลไม่ครบ แนะนายจ้างพาแรงงานยื่นเรื่องอีกรอบ บริษัทจัดหางานฯยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมส
(25ส.ค.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ แจ้งวัฒนะ จัดสัมมนาเรื่อง ”นโยบายพิสูจน์สัญชาติแรงงงานข้ามชาติ กระบวนการที่รอความชัดเจนและเป็นรูปธรรมจากภาครัฐ ” โดยองค์กรภาคแรงงานประกอบด้วย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (สรพ.) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อผลักดันการดำเนินการพิสูจน์สัญชาติแรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่า
แถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลควรขยายระยะเวลาการพิสูจน์สัญชาติออกไป เพื่อให้แรงงานข้ามชาติสามารถเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติได้ และเพื่อยุติการส่งกลับแรงงานที่ผิดกฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรี รวมทั้งรัฐบาลควรเปิดให้มีการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติอีกครั้ง เพื่อให้แรงงานข้ามชาติเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติได้ ทั้งนี้ คาดว่ายังมีแรงงานข้ามชาติอีกกว่า 1 ล้านคนไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติได้
นอกจากนี้ รัฐบาลควรควบคุมบริษัทเอกชนที่เป็นนายหน้าในการดำเนินการอำนวยความสะดวกในการพิสูจน์สัญชาติไม่ให้มีการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติ ที่เรียกเก็บค่าบริการสูงเกินจริง โดยควรจัดระเบียบบริษัทเหล่านี้ให้มีการจดทะเบียนกับกรมการจัดหางาน
ในแถลงการณ์ยังระบุอีกว่า รัฐบาลควรเจรจากับรัฐบาลพม่าให้ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติในประเทศไทย เพื่อให้กระบวนการทำงานง่ายขึ้นใช้ระยะเวลาน้อยลง และเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับแรงงานข้ามชาติ รวมทั้งเป็นแรงจูงใจให้แรงงานข้ามชาติเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติมากขึ้น ประกอบกับกระทรวงแรงงาน ควรทำสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ข้อมูลและสร้างความเข้าใจให้กับแรงงานข้ามชาติด้วยการทำสื่อเป็นภาษาพม่าในรูปแบบที่เข้าใจง่ายด้วย
นายสมชาย หอมลออ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา กล่าวว่า การเปิดให้มีการลงทะเบียนแรงงานข้ามชาติรอบใหม่เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะจะทำให้แรงงานที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมายกลับเข้าสู่กระบวนการที่ถูกกฎหมาย ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติ นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานควรมีมาตรการจูงใจให้แรงงานเหล่านี้เข้าสู่ระบบ โดยการให้ข้อมูลเรื่องสิทธิประโยชน์และสวัสดิการต่างๆ ตลอดจนการเข้าถึงการบริการสาธารณสุข ภายหลังจากที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว
“ผมเชื่อว่าจะมีแรงงานที่ผิดกฎหมายดิ้นรนที่จะเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติมากขึ้น ซึ่งจะทำให้แรงงานเหล่านี้ไม่ต้องอยู่อย่างลำบาก แบบหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป ” นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย กล่าวต่อไปอีกว่า กระบวนการพิสูจน์สัญชาติเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติเท่านั้น เนื่องจากมีปัญหาอีกหลายส่วนที่ต้องเข้าไปแก้ไข โดยเฉพาะการทำความเข้าใจกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในเรื่องนโยบายการพิสูจน์สัญชาติที่มักจะถูกอ้างว่าเป็นเรื่องความมั่นคง โดยไม่ได้ดูสิทธิมนุษยชน ตลอดจนความจำเป็นของระระบบเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพิงแรงงานข้ามชาติใบบางอุจสาหกรรม
ด้าน นายชาลี ลอยสูง คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า แรงงานข้ามชาติไม่ว่าจะมาจากชาติไหนก็ควรได้รีบสิทธิเท่าเทียมกับแรงานไทย โดยเฉพาะสิทธิเรื่องการรวมตัวตามอนุสัญญาองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98 นอกจากนี้เรื่องของคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของแรงงานข้ามชาติ จะต้องได้รับความคุ้มครองดูแลเท่าทียมกับแรงานไทยด้วย
ขณะที่ นายเสถียร ทันพรหม เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ กล่าวถึงกรณีที่ให้มีการปราบปรามและผลักดันแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายกลับออกประเทศต้นทาง ว่า นโยบายดังกล่าวได้ส่งผลกระทบกับการดูแลสุขภาพของแรงงานข้ามชาติ เนื่องจากแรงงานเหล่านี้ ไม่กล้าที่จะออกมาแสดงตัวรับบริการด้านสาธารณสุข เพราะเกรงว่าจะถูกจับกุมและกวาดล้าง จึงขอเสนอให้รัฐบาลออกนโยบายการแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติแบบค่อยเป็นค่อยไป
นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดระบบแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ความคืบหน้ากระบวนการพิสูจน์สัญชาติ ขณะนี้มีแรงงานพม่าผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้วจำนวน 1.4 แสนคคน ทั้งนี้ กรมการจัดหางาน ได้ทยอยจัดส่งข้อมูลผู้ที่มีความประสงค์จะพิสูจน์สัญชาติ โดยทราบว่า สถานทูตพม่าประขำประเทศไทย มีเอกสารที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว แต่ติดปัญหาในเรื่องข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ทำให้ไม่สามารถส่งต่อไปยังรัฐบาลพม่า เพื่อดำเนินการพิสูจน์สัญชาติ จำนวนร่วม 20 ลังใหญ่ ดังนั้น ผุ้ที่ยื่นขอพิสูจน์สัญชาติแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบกลับมากกว่า 3 เดือนแล้ว ควรดำเนินการยื่นเรื่องใหม่ทันที โดยไม่ต้องรออีก
ปัญหาการร้องเรียนบริษัทนายหน้าที่อำนวยความสะดวกในการยื่นเรื่องพิสูจน์สัญชาติที่มีการเรียกเก็บค่าบริการแพงเกินจริงนั้น นายอนุรักษ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีบริษัทอยู่จำนวน 15 แห่ง ทำให้มีการแข่งขันสูง ดังนั้น ส่งผลให้ค่าบริการลดลงมาก ซึ่งล่าสุด ทราบว่า บริษัทมีการลดค่าบริการลงเหลือ 4-5 พันบาท จากเดิมที่มีการเรียกเก็บกว่า 1 หมื่นบาท
นอกจานี้ กรมการจัดหางานได้มีการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน เพื่อควบคุมบริษัทนายหน้านำเข้าแรงงานข้ามชาติ จากเดิมที่มีกฎหมายควบคุมบรัทส่งออกแรงงานไทยไปทำงนต่างประเทศเท่านั้น
ด้าน นางอบทิพย์ พุกกะวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า กฎหมายแรงงานไทยได้ให้การคุ้มครองแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งหากแรงงานไทยไม่ได้ แรงานข้ามชาติก็ไม่ได้รับสิทธิเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ พ.ร.บ.ประกันสังคม ไม่คุ้มครองผู้ที่มีอาชีพลูกจ้างทำงานบ้าน ลูกจ้างแผงลอย หาบเร่ และในกิจการเกษตร ประมง เลี้ยงสัตว์ ป่าไม้ รวมทั้งการทำงานตามฤดูกาลเป็นครั้งคราว ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้ แม้ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว แต่ก็ไม่รับการคุ้มครอง ดังนั้น ขณะนี้จึงมีแรงงานข้ามชาติ ที่อยู่ในระบบประกันสังคมไม่ถึง 1 แสนคน
มาตรการเยียวยาแก้ไขปัญหากรณีที่แรงงานข้ามชาติเจ็บป่วย หรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ประกันสังคมก็จะออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินทดแทนให้กับแรงงานข้ามชาติแทน นอกจากนี้ กรมการจัดหางานและประกันสังคมจะมีการผลักดันให้เกิดกองทุนพิเศษ ในลักษณะการประกันชีวิต โดยให้นายจ้างต้องจ่ายเบี้ยประกันกับบริษัทประกันภัย หาเกิดอุบัติเหตุประกันสังคมก็จะสั่งให้บริษัทจ่ายเงินชดเชยแทนนายจ้าง เนื่องจากที่ผ่านมา นายหน้ามักบ่ายเบี่ยงความรับผิดชอบ อีกทั้งยังเป็นการแก้ปัญหากรณีที่แรงงานข้ามชาติไมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายประกันสังคมให้ได้รับการคุ้มครองด้วย แม้จะไม่ได้รับการีพิสูจน์สัญชาติก็ตาม
บริษัทจัดหางานฯส่งไปลิเบียยันไม่เคยทอดทิ้งให้อดยาก
ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(25ส.ค.) นายเศกสรรค์ สุวรรณสาร ผู้บริหารบริษัทจัดหางานเงินและ ทองพัฒนา จำกัด ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยมีนายสุธรรม นทีทอง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นตัวแทนรับหนังสือ เพื่อชี้แจงกรณีที่มีการร้องเรียนถึงปัญหาที่บริษัทจัดหางาน เงินและทอง พัฒนาจำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดหาแรงงานให้ไปทำงานกับนายจ้างที่ประเทศลิเบีย โดยกล่าวหาว่านายจ้างได้กระทำผิดสัญญาว่าจ้าง โดยมีการจ่ายเงินเดือนและ ค่าทำงานล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้างไม่ครบตามสัญญา ไม่จัดสรรสวัสดิการด้านที่พักอาศัยอาหาร ทำให้ลูกจ้างได้รับความอยากลำบากมีการเรียกเก็บหัวคิวเพื่อให้ได้ไปทำงานที่ ประเทศลิเบีย ซึ่งถือเป็นการทำผิดระเบียบของกรมจัดหางานและมีการหลอกลวงและลอยแพคนงาน
นายสุธรรม กล่าวว่าปัญหาเรื่องการหลอกลวงแรงงานไทยถือเป็นเรื่องที่นายเฉลิมชัยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการประชุมหลายครั้งเพื่อให้บริษัทจัดหางานให้ความเป็น ธรรมกับการจัดส่งแรงงานไปต่างประเทศ โดยการเรียกบริษัทจัดหางานประชุมและเชิญนายกฯลงสัตยาบันร่วมกันว่าจะจัดส่งแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวทางกระทรวงแรงงานจะมีนโยบายให้บริษัทนายจ้างลดค่าแรงงานที่เคยจัดเก็บ คนงานในราคาแพง อย่างน้อยหัวละ 15,000 บาท
ทั้งนี้ได้มีการสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดหาเงินกู้ให้กับแรงงานไทย โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ดังนั้นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานจะให้ความสำคัญและดูแลเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด โดยกระทรวงฯไม่ได้นิ่งนอนใจ อย่างไรก็ตามจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร และหากจำเป็นต้องไปดูสถานที่ประเทศลิเบียก็จะเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาให้ได้ข้อยุตื
นายสุธรรม กล่าวว่าเรื่องดังกล่าวต้องแยกออกเป็น 2 กรณีคือถ้าผิดตามกฎหมายอาญาก็ต้องดำเนินการลงโทษอย่างจริงจัง และต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตจัดหางาน แต่ถ้ามีความผิด ในทางแพ่งคู่กรณีต้องฟ้องกันเอง ดังนั้นถ้าตรวจสอบแล้วพบว่ามีการกลั่นแกล้งกันโดยไม่อยู่บนข้อเท็จจริง แต่มีผลประโยชน์แอบแฝงต้องคงต้องมีมาตรการลงโทษที่ชัดเจน นอกจากนี้ถ้าตรวจสอบพบข้อเท็จจริงได้ไม่ชัดเจนก็จะตั้งคณะกรรมการทำงานขึ้นมาตรวจสอบเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะ ซึ่งตนอาจเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการเพื่อพิจารณาด้วย โดยจะเรียนเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร่วมรับฟังปัญหาด้วย
นายเศกสรรค์ ชี้แจงว่าได้มีการตรวจสอบจากทางเอกอัคร ราชทูต ณ กรุงติโปรลี โดยเอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่กงศุลมีผลสรุปชัดเจนแล้วว่าปัญหาเกิดจากการจ่ายเงินล่าช้า เพราะสภาพคล่องจากการที่รัฐบาลลิเบียติดค้างเงินแก่นายจ้างไม่ใช่นายจ้าง เบี้ยวเงินอย่างที่กล่าวอ้าง และแรงงานทุกคนก็ได้ รับค่าจ้างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งคนงานส่วนใหญ่ยังสมัครใจทำงานต่อ และขอยืนยันว่าทางบริษัทไม่ได้ผิดจ้อตกลงในการส่งคนงานไปทำงาน เพราะคนงานทั้งหมดที่ไปทำงานกับนายจางดังกล่าว ได้ทำงานจนครบกำหนดตามสัญญาว่าจ้างทุกคน ไม่ใช่เป็นเรื่องถูกลอยแพตามข่าว และบริษัทได้รับแจ้งจากนายจ้างว่าแรงงานเหล่านี้ได้รับเงินครบถ้วนทุกคน โดยมีหลักฐานการรับเงินที่ตรวจสอบได้
ส่วนแรงงานไทยที่เดินทางกลับมาเมืองไทยเป็นการกลับมา เพราะครบกำหนดสัญญาว่าจ้างแล้ว และได้รับตั๋วเครื่องบินจากนายจ้างให้เดนทางกลับตามสัญญา ส่วนเรื่องค่าล่วงเวลานั้น เนื่องจาก ช่วงเวลาของประเทศลิเบียต่างกับประเทศไทยคือไม่มีเวลากลางวัน 12 ชม.และกลางคืน 12 ชม. แต่จะเป็นช่วงกลางวัน 14 ชม. ละกลางคืน 10 ชม. จึงอาจทำให้เกิดความเข้าผิดในการคิดคำนวณค่าล่วงเวลา ซึ่งปัญหาดังกล่าวทางอธิบกรมการจัดหางานก็รับทราบดี
“บริษัทฯ ไม่รู้จักแรงงานคนที่ร้องเรียนดังกล่าวและไม่เคยจัดส่งบุคคลนี้ไปทำงานับนายจ้างที่ลิเบีย และการส่งแรงงานไทยไปลิเบียของบริษัทไม่ได้เป็นการส่งไปทำงานกับนายจ้างดังกล่าวแม้แต่เพียงรายเดียว และเรายังได้รับความเชื่อถืออย่างสูงจากรัฐบาลลิเบียและบริษัทเอกชนจำนวนมาก เพื่อให้จัดหาแรงงานไทยไปทำงานที่ลิเบีย ซึ่งปัญหาที่สื่อหยิบหยกมากล่าวอ้างเป็นปัญหาบริษัทนายจ้างเพียงรายเดียว เท่านั้น ซึ่งสามารถตรวจสอบ ขอยืนยันว่าเราไม่เคยหลอกลวงว่าในการจ้างงาน
ที่ผ่านมาบริษัทก็ไม่เคยนิ่งนอนใจ และเข้าไปช่วยเหลือแรงงานไทยตลอด อีกทั้ง หน่วยงานราชการของไทยได้เข้าไปตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานไทยก็ไม่มี ปัญหาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยืนยันที่จะให้เข้ามาตรวจสอบ ส่วนเรื่องเรียกค่าหัวคิวเราได้จัดเก็บค่าบริหารตามระเบียบของกรมจัด หางานและสามารถตรวจสอบได้” นายเศกสรรค์ กล่าว



