ข่าว

สายตรงกรุงเทพฯ-พนมเปญเปิดแล้ว

สายตรงกรุงเทพฯ-พนมเปญเปิดแล้ว

25 ส.ค. 2553

สัญญาณบวกจากพนมเปญมีมาเรื่อยๆ เช้าวันอังคารที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีฮุน เซน กัมพูชา ก็สั่งให้ปล่อยคนไทย 3 คนที่ถูกจับไปก่อนหน้านี้ หลังจากที่ประกาศว่า จะส่งทูตเขมรกลับมาที่สถานทูตกัมพูชาในกรุงเทพฯ และกระทรวงการต่างประเทศของไทยจะส่งเอกอัครราชทูตไทยกลับไปกรุง

 ไม่ว่าทักษิณออกครั้งนี้จะเป็นเพราะถูกปลดหรือว่าลาออกก็ตาม แต่ว่าสัญญาณที่ฮุน เซน ส่งมาถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นชัดเจน ว่าต้องการที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ให้สู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพราะว่าถึงแม้จะมีข้อขัดแย้งเรื่องเขาพระวิหารล่าสุด แต่ฮุน เซน ก็รู้ว่าการมีปัญหากับไทยกระทบต่อการท่องเที่ยว การค้าชายแดน รวมไปถึงการเมืองและความมั่นคงของกัมพูชาเอง

 ประเด็นเรื่องเขาพระวิหารนั้น ความจริงถ้าทั้งสองฝ่ายนั่งลงพูดคุยกันก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร เขตพิพาทตรงชายแดนเป็นเรื่องปกติของสองประเทศที่มีชายแดนติดกัน ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องหาทางออกร่วมกัน มิใช่ต่างฝ่ายต่างจะใช้วิธีการข่มขู่คุกคาม

 การที่ฮุน เซน กับอภิสิทธิ์พูดจาผ่าน คุณสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ว่าพร้อมจะพบปะกันที่กรุงบรัสเซลส์ ในเดือนตุลาคมระหว่างการประชุมผู้นำเอเซียยุโรป หรืออาเซม นั้นเป็นสัญญาณแรกที่ชัดเจน

 แต่เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วปัญหาขวากหนามสำคัญ คือทักษิณ ชินวัตร ได้ผ่านพ้นไป จึงไม่มีความจำเป็นต้องรอถึงตุลา หรือต้องพบกันที่บรัสเซลส์ เพราะว่าเมื่อสถานทูตทั้งสองแห่งมีเอกอัครราชทูตกลับมาทำหน้าที่ปกติแล้ว ก็เป็นกลไกการติดต่อที่ถูกต้อง และควรจะทำ

 ยิ่งไปกว่านั้นคุณอภิสิทธิ์และฮุน เซน ก็สมควรจะพบปะกันสองต่อสอง ไม่ว่าจะเป็นที่กรุงเทพฯ หรือพนมเปญ หรือว่าผลัดกันไปเยี่ยมเยือนกันอย่างเป็นทางการ

 นั่นแหละจะเป็นการพิสูจน์ความจริงใจของทั้งสองฝ่าย ว่าไม่ว่าจะมีปัญหาชายแดนอย่างไร ไม่ว่าจะมีความระหองระแหงอย่างไร ท้ายที่สุดการเป็นเพื่อนบ้านหนีไม่พ้นที่จะต้องหาทางปรองดองอยู่ร่วมกัน เพราะผลประโยชน์ร่วมกันมีสูงกว่าความขัดแย้ง ประชาชนทั้งสองฝั่งต้องการที่จะคบหาเพราะว่ามีความสัมพันธ์กันมาช้านาน มีผลประโยชน์ร่วมทางธุรกิจ และทางการเมือง

 ฉะนั้น ฮุน เซน กับอภิสิทธิ์ จึงต้องแสดงความเป็นรัฐบุรุษด้วยการลืมอดีตหันมาจับมือกัน บัดนี้สัญญาณบวกจากทั้งสองฝ่ายมีชัดเจนแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายที่สาม ไม่จำเป็นต้องให้อาเซียนหรือสหประชาชาติมาเกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งเลขาธิการยูเอ็น บัน คี มุน ก็บอกว่าไม่จำเป็น หวังว่าทั้งสองคนคงจะพูดจากันรู้เรื่องได้ ก็โตๆ กันแล้วทั้งสิ้น

สุทธิชัย หยุ่น