ข่าว

ฮุน เซนชิงตัดทักษิณก่อนไฟลามถึงพนมเปญ

ฮุน เซนชิงตัดทักษิณก่อนไฟลามถึงพนมเปญ

25 ส.ค. 2553

ข่าวการ “ปลด” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี “พ้นจากเก้าอี้” ที่ปรึกษารัฐบาลด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา และที่ปรึกษาส่วนตัวของ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาในครั้งนี้ กลายเป็น “เซอร์ไพรส์” ให้แก่นานาประเทศโดยเฉพาะผู้นำของประเทศไทย

 “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี แม้จะบอกว่า ระหว่างไทยกับกัมพูชา มีการประสานงานกันมาตลอด แต่วงในก็ยืนยันว่า มึนงงกับท่าทีของ สมเด็จฮุน เซน ที่เปลี่ยนไปชนิด “หน้ามือเป็นหลังมือ”

 อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่บวกถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดีในการฟื้นความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

 การ “ปลด” พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้มีข่าวเล็ดลอดออกมาเป็นระยะว่าเกิดจากการ “ต่อสาย” ระหว่างผู้นำกองทัพคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปยัง พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา โดยอาศัยความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมายาวนานของทั้งสองกองทัพ ประกอบกับการดำเนินการทางการทูต

 แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้นในขณะนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาความขัดแย้งที่ “เรื้อรัง” มายาวนานของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะตัวของผู้รัฐบาลไทย-กัมพูชา ที่ขณะนี้ยังหาจุดร่วมกันยังไม่ได้ ดังนั้นจะต้องจับตามองถึงการเปลี่ยนท่าทีของสมเด็จฮุน เซน ชนิดกะพริบตาไม่ได้ เพราะการถอยในครั้งนี้อาจมีเงื่อนงำอำพราง

 เกิดอะไรขึ้นที่ทำให้เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา สมเด็จพระบรมนาถนโรดมสีหมุนี ได้ลงพระนามในพระราชกฤษฎีกาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี “พ้นจากเก้าอี้” ที่ปรึกษารัฐบาลด้านเศรษฐกิจ และที่ปรึกษาส่วนตัวของ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา หลังจากที่สมเด็จฮุน เซน ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูล โดยระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีปัญหาในเรื่องส่วนตัวจนไม่สามารถปฏิบัติภารกิจในตำแหน่งได้อย่างเต็มที่

 แม้ว่าที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณจะมีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือกัมพูชาในด้านต่างๆ ทั้งเรื่องการช่วยเหลือยกระดับด้านการค้า พาณิชย์ การลงทุน กสิกรรม หรือด้านการท่องเที่ยว และที่สำคัญคือการดึงนักธุรกิจชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในกัมพูชาเป็นจำนวนมาก ทำให้ ณ วันนี้ นักลงทุนต่างชาติเข้าใจถึงศักยภาพของกัมพูชาได้เป็นอย่างดี

 การเดินเกมของสมเด็จฮุน เซน ครั้งนี้น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เพราะในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลกัมพูชามองประเทศไทยอย่างเป็นศัตรูคู่อาฆาตชนิดไม่เผาผี โดยเฉพาะเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ผ่านมา ที่สมเด็จฮุน เซน ก็หนุนเต็มที่ ถึงขนาดปฏิเสธข่าวลือที่มีคนยืนยันว่า แกนนำคนเสื้อแดงไปหลบภัยในเขตกัมพูชา

 ถ้ามองในภาพรวม สมเด็จฮุน เซน คงเห็นว่าไม่มีประโยชน์หากใช้มาตรการตอบโต้กับรัฐบาลไทย เพราะที่ผ่านมาภาพของสมเด็จฮุน เซน เห็นได้ชัดว่าไม่อยากเป็นมิตรกับรัฐบาลไทย โดยเฉพาะตัวของนายอภิสิทธิ์ ที่เป็นผู้นำในการบริหารประเทศ จึงพยายามใช้มาตรการต่างๆ กดดันรัฐบาลไทยหวังเพื่อให้ปิดเกมการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้

 อย่างไรก็ตาม สมเด็จฮุน เซน อาจจะรับรู้แล้วว่า การเดินหมากในรูปแบบนั้น ไม่ได้ทำให้กัมพูชามีแต้มคูเหนือไทย โดยเฉพาะในกรณีเขาพระวิหาร ที่กลายเป็นว่า ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่มีพัฒนาการไปจนถึงขั้นเกิดความตึงเครียดที่แนวชายแดน อันเป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก

 ยิ่งไปกว่านั้น หากความขัดแย้งบานปลายไปจนถึงขั้นปิดด่านชายแดน ความเสียหายจะเกิดขึ้นกับกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะรายได้จากกาสิโนที่เรียงรายตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ที่ไหลเข้ารัฐบาลกัมพูชา

 นั่นย่อมส่งผลกระทบต่อสถานภาพของสมเด็จฮุน เซน ในฐานะนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่จะกลายเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 ซึ่งแน่นอนว่า ประเด็นนี้ จะกลายเป็นจุดอ่อนที่ศัตรูทางการเมืองของสมเด็จฮุน เซน ที่ไม่มีแต่เพียง สม รังสี แต่ยังมีในส่วนอื่นไม่ว่าจะเป็นบางส่วนของกองทัพ และนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลในกัมพูชา จะนำไปโจมตี

 ไม่ใช่หนทางที่ฉลาด หากสมเด็จฮุน เซน จะดึงดัน อุ้มไก่ที่เคยแพ้ ไปชนกับไก่เจ้าสังเวียน เพื่อที่จะพบกับความพ่ายแพ้อีกครั้ง !

 นับจากนี้ คงต้องจับตามองว่า แกนนำคนเสื้อแดงที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่าใช้กัมพูชาเป็นที่หลบภัย จะยังคงมีความสุขอยู่ต่อไปได้หรือไม่

 ไม่ว่าจะเป็น อดิศร เพียงเกษ พายัพ ปั้นเกตุ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง สุภรณ์ อัตถาวงศ์ รวมทั้ง อารี ไกรนรา

 ในเมื่อ สมเด็จฮุน เซน ตัดสินใจฉับไวเช่นนี้ ก็ไม่น่าจะมีคำถามว่า ยังจะมีที่หลบภัยในกัมพูชาให้แก่คนเหล่านี้ได้อีกหรือไม่ ?

 และนั่นย่อมส่งผลกระทบต่อโอกาสที่ขบวนการเสื้อแดงภายใต้การนำของคนเหล่านี้ จะพลิกฟื้นคืนมาอีก แม้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต

 แต่สำหรับสมเด็จฮุน เซน แล้วนี่ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด การชิงตัดความพ่ายแพ้ของทักษิณ ในประเทศไทย ย่อมดีกว่าการปล่อยให้เกิดการลุกลามไปจนถึงกรุงพนมเปญ !

ทีมข่าวความมั่นคง