ข่าว

มาร์คหนุนใช้หลักศาสนาส่งเสริมคุณธรรมดำรงชีพ

มาร์คหนุนใช้หลักศาสนาส่งเสริมคุณธรรมดำรงชีพ

24 ส.ค. 2553

นายกฯเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอดรอมฎอน หนุนใช้หลักศาสนาส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม-สร้างแรงจูงใจประชาชนดำรงชีวิต

(24ส.ค.)  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานและเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงละศีลอด รอมฎอน ประจำปีฮิจเราะห์ศักราช 1431 โดยนายอาศิส พิทักษ์คุมพล  จุฬาราชมนตรี คณะทูตานุทูต คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรรมการอิสลามประจำจังหวัด ผู้นำศาสนาและผู้บริหารองค์กรศาสนาอิสลามร่วมงาน
 
 ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า ข้อบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิบัติและจริยธรรมของศาสนาอิสลาม เป็นธรรมนูญที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติได้รับความสงบสุขในชีวิตและก่อให้เกิดสันติสุขขึ้นในสังคม การที่ทุกท่านได้ประกอบศาสนกิจการถือศีลอดด้วยความอดทน อดกลั้น จนนำมาซึ่งความเข้มแข็งทั้งทางร่างกายและจิตใจ และเปี่ยมด้วยความรู้สึกโอบอ้อมอารี จึงไม่เพียงสามารถครองตนได้อย่างมีเกียรติและเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็นเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลให้ทุกท่านประสบความสุขความเจริญจากการที่ได้ขัดเกลาจิตใจให้มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องอีกด้วย

 นายกฯ กล่าวอีกว่า นับตั้งแต่ได้มีการประกาศหลักธรรมของศาสนาอิสลามโดยท่าน ศาสดามูหฮำหมัดที่เมืองมักกะฮ์ซึ่งอยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบียปัจจุบัน เมื่อ1,431 ปี ศาสนาอิสลามได้แพร่หลายไปในประเทศต่าง ๆ ทุกภูมิภาคทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยก็มีหลักฐานว่าศาสนาอิสลามได้แพร่หลายเข้ามาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี

 รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมสถาบันทางศาสนาในการปลูกฝังจิตสำนึกและค่านิยมที่ดีของคนในสังคมและส่งเสริมความเข้าใจอันดีโดยไม่เลือกเชื้อชาติหรือศาสนา ตลอดจนสนับสนุนให้นำหลักธรรมของศาสนามาใช้ในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนใช้หลักธรรมในการดำรงชีวิตมากขึ้น ซึ่งศาสนาอิสลามเป็นหนึ่งในศาสนาสำคัญที่สามารถตอบสนองเจตนารมณ์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันสังคมมีความสลับซับซ้อน ผู้คนต้องต่อสู้และแข่งขันกันมากขึ้น หลักคำสอนของศาสนาจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวให้คนเราทำความดีและรักษาความดีกันไว้ต่อไป

 “รัฐบาลยังให้ความสำคัญแก่การบริหารกิจการศาสนาอิสลาม และได้ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านผู้บริหารองค์กรศาสนาอิสลาม ผู้นำศาสนา โรงเรียนสอนศาสนา ครูสอนศาสนาโรงเรียนตาดีกา และในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลามต่างได้รับการสนับสนุนผ่านทางนโยบายสำคัญ ๆ ของรัฐบาลเช่นเดียวกัน การผลักดันให้มีการเพิ่มจำนวนให้พี่น้องมุสลิมผู้แสวงบุญไปประกอบพิธีฮัจย์

 และให้กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งกงสุลฮัจย์ ประจำประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนไทยที่เดินทางไปประกอบพิธี และให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมกันจัดตั้งศูนย์บริการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจการฮัจย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นที่น่ายินดีว่าชาวไทยมุสลิมในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ได้ร่วมมือกับรัฐบาลเป็นอย่างดี และนำหลักธรรมคำสั่งสอนและศรัทธาของศาสนามาเป็นพลังสามัคคี อยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ ” นายกรัฐมนตรี กล่าว