
มายาคติในการปราบปรามยาเสพติด
ขโมยขึ้นบ้าน 3 ครั้งในรอบเดือน เจ้าของบ้านเล่าด้วยน้ำเสียงท้อแท้และแสดงอาการหมดหวังต่อการได้ทรัพย์สินกลับคืนมา ไม่มีวี่แววว่าตำรวจจะจับได้ มาแจ้งความไว้ยังงั้นแหละ ไม่รู้จะทำอะไรที่ดีกว่านี้นอกจากย้ายบ้านหนี
ส่วนนายตำรวจในพื้นที่ให้คำอธิบายปรากฏการณ์ในคดีลักทรัพย์ในเคหสถานในพื้นที่รับผิดชอบว่าคดีลักทรัพย์ตามบ้านที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในปัจจุบันและกระทำการอย่างอุกอาจย่ามใจนั้น เป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ และบริเวณพื้นที่ติดต่อใกล้เคียง ซึ่งนอกจากจะมีผลต่อคดีโจรกรรมแล้วยังมีผลต่อคดีทำร้ายร่างกายด้วย
ดิฉันทำการศึกษาวิจัยพบว่า เครือข่ายความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ของเยาวชนที่กระทำผิดมีทั้งรูปแบบความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ ความเป็นพวกเดียวกัน และความเชื่อมั่นต่อกลุ่มบุคคลผู้ที่ให้การคุ้มครองและทำหน้าที่เคลียร์เรื่องราวต่างๆ ให้แก่พวกเขานั้น เป็นเสมือนทุนทางสังคมที่เพิ่มพลังให้พวกเขากล้าที่จะเสี่ยงทั้งๆ ที่บางคนมีอายุไม่ถึง 20 ปี ชีวิตที่เริ่มต้นจากการเป็นผู้เสพ พัฒนาต่อไปเป็นผู้จำหน่ายรายย่อย เป็นคนกลางทำหน้าที่ติดต่อซื้อขายในจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น พวกเขาเรียนรู้การเลือกสถานที่และการใช้ช่องว่างของกฎหมายหากถูกตำรวจจับจากการบอกเล่าของ “คนโต” ที่พวกเขาใช้ชีวิตร่วมด้วย
“ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขอให้การในชั้นศาลอย่างเดียว พอบอกแบบนี้ ไอ้พวกตำรวจมันก็จะเอาเราไปเซฟเฮ้าส์ของมันเลย มันจะคลุมถุงดำแล้วก็ซ้อม หรือไม่มันก็ยื่นข้อเสนอให้ทำงานให้มัน ให้ล่อซื้อยาหรือให้เป็นสาย ถ้าทำงานสำเร็จมันพอใจ มันอาจปล่อยเรา บางทีมันก็ลดโทษให้ บางครั้งมันไม่พอใจมันก็ยัดเพิ่ม แต่ที่แน่ๆ ทุกครั้งมันยึดหมด ถ้ามันลดจำนวนยาให้ มันก็จะเก็บยาไว้ให้ไอ้พวกสายดูดฟรี เวลาที่มันจะให้ทำงานให้” ความรู้จากประสบการณ์ตรงผ่านการบอกเล่าที่พรั่งพรู “ผมไม่โกรธพวกมันหรอก โกรธไปก็ทำอะไรไม่ได้ พี่เข้าใจรึเปล่ามันเป็นเกม...บางครั้งเราก็รอด บางครั้งเราพลาด ก็เกม” วิธีคิดและการมองเป้าหมายในชีวิตมีผลต่อการเลือกทางเดินของพวกเขา ตัวอย่างของวิธีคิดที่นำมาซึ่งการเลือกที่จะกระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย เช่น “ผมกลัวที่ไหนล่ะ อย่างดีก็แค่ตาย ผมไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว” หรือ “คนอย่างผม ไม่ตายก็ติดคุก”
วันหนึ่งพวกเขาถูกตำรวจจับกุมเขาเล่าว่า “พอเห็นหน้ามันเท่านั้นแหละ พี่เอ๊ย มือไม้อ่อนหมดเลย มันเห็นผม มันยังพูดเล่นอีกนะ มันบอกว่า มึงมานี่เลย มึงเจอกูอีกแล้วนะ แหม! มันพูดหยั่งกับว่าผมอยากเจอมัน” แม้ว่าจะถูกจับแต่น้ำเสียงที่เล่าถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจคู่ปรับก็ยังดูขบขัน สนุกสนาน ในที่สุดเขาถูกศาลตัดสินส่งบำบัดในโครงการวิวัฒน์พลเมือง ที่ค่ายทหารเป็นเวลา 3 เดือน หลังออกมาจากโครงการฯ ไม่นานเขาก็เกมอีกครั้ง การกระทำผิดซ้ำในครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านมา ศาลตัดสินจำคุก 6 ปี เขาบอกดิฉันเมื่อไปเยี่ยมเขาที่เรือนจำว่า “อยู่ในนี้มันไม่ลำบากหรอก สบายกว่าอยู่ข้างนอกอีก มันแย่ตรงที่ไปไหนไม่ได้อย่างใจเท่านั้นแหละ ในนี้ก็พวกๆ กัน คุ้นเคยกันทั้งนั้น เหมือนเปลี่ยนที่อยู่อย่างเดียว”??? วัฏจักรของการกระทำผิดซ้ำซากที่ดำรงอยู่นี้ ชวนให้ตั้งคำถามต่อผู้นำและผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบว่า จะปล่อยให้ตำรวจกระทำการดังเช่นแมวไล่จับหนูอยู่เช่นนี้ต่อไปนานอีกเพียงใด? ถึงเวลาหรือยังที่องคาพยพทุกภาคส่วนจะเข้ามาร่วมคิด ร่วมถกเถียงเพื่อค้นหาแนวทางที่ถูกต้องในการปราบปรามปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดที่เหมาะสมกับบริบทสังคมและวัฒนธรรมไทยด้วยการเปิดใจ ปราศจากอคติและกระทำโครงการใดๆ ในลักษณะ “ผักชีโรยหน้า” หรือ “ขายผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ”
ปนัดดา ชำนาญสุข



