ข่าว

เมล็ดพันธุ์อันเลวร้าย

เมล็ดพันธุ์อันเลวร้าย

25 ส.ค. 2553

ปรากฏการณ์ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา รอยด่างในแวดวงสีกากี ยังคงเป็นปรากฏการณ์ร่วมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะในฤดูกาลแต่งตั้ง โยกย้าย คำขอจากนักการเมือง ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้

 ทำให้ระบบคุณธรรมกลายเป็นเพียงถ้อยคำสวยหรู ใครมีเส้นสายใหญ่กว่า เข้าถึงศูนย์อำนาจมากกว่า ก็จะได้รับการพิจารณาให้ไปดำรงตำแหน่งที่ต้องการ หรือตำแหน่งที่สามารถเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง แม้กระทั่งสถาบันที่จบการศึกษามา ก็เป็นปัจจัยในการพิจารณาตำแหน่ง เช่น นายตำรวจที่จบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ก็อาจอยู่ในบัญชี ก. เป็นลำดับแรกในการแต่งตั้ง ส่วนนายตำรวจที่จบจากสถาบันอื่นๆ ก็จะได้รับการพิจารณาลดหลั่นกันลงมา

 พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)กล่าวความในใจกับนายตำรวจระดับหัวหน้าผู้ปฏิบัติการ ตำรวจภูธรภาค 9 ถึงปัญหาการแต่งตั้ง ว่าถูกแทรกแซงจากบุคคลภายนอกมากมาย เมื่อการแต่งตั้งคราวที่แล้ว ระดับรองผู้บังคับการ-สารวัตร มีถึงสองพันราย ที่มีคนมาฝาก ถือว่ามาก ทำให้เกิดปัญหาตามมาคือ “คนทำงานไม่ได้โต คนโตไม่ได้ทำงาน” การแก้ปัญหาก็คือ ไม่ยอม ระดับผู้บัญชาการไม่ยอม คำว่าคนทำงานไม่ได้โต คนโตไม่ได้ทำงานนี่เอง นอกจากเป็นคำอธิบายกรณี พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา แล้ว ยังเป็นคำอธิบายถึงบรรดานายตำรวจที่ปรารถนาจะได้ตำแหน่งหน้าที่ที่ดี จะต้องแสวงหาที่แอบอิงนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจด้วย

 รักษาการ ผบ.ตร.กล่าวว่า มีแนวคิดที่จะแก้ไขและได้เริ่มกระทำแล้ว คือ 1.เรื่องของอาวุโส 25 เปอร์เซ็นต์ ต้องยึดเอาไว้ 2.เรื่องของโรงพักดีเด่น ที่เดิมมี 4  ก็ขอเพิ่มเป็น 12 เปอร์เซ็นต์ เมื่อรวมกับอาวุโสก็จะเป็น 37 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ 63 เปอร์เซ็นต์ ก็จะเป็นเรื่องของดุลพินิจ และ 3.การแต่งตั้งครั้งสุดท้าย 2 ปี ไม่ครบไม่ให้ย้าย แต่ที่ผ่านมาอุตลุดไปหมด ขอมาเป็นพันราย ก็จัดให้ไปได้ประมาณ 100 ราย ซึ่งการแต่งตั้งในอนาคตจะต้องยึดทั้ง 3 ข้อไว้ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากองค์กรข้างนอกที่มีมาก ดูเหมือนว่าหลักการดี แต่ก็ช้าไปสำหรับพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ และในขณะเดียวกัน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ก็ยอมรับว่า ได้มีการปฏิบัติตามคำขอบางส่วน

 ระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการ เป็นเมล็ดพันธุ์อันเลวร้ายที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมายาวนาน ยิ่งระบบอุปถัมภ์ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับประชาชนด้วยแล้ว ยิ่งเรียกร้องระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลมากขึ้น แน่นอนว่าระบบที่เรียกว่า คนทำงานไม่ได้โต คนโตไม่ได้ทำงาน ก็ยังคงดำรงอยู่ แต่ในขณะเดียวกันข้าราชการตำรวจที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ในการแต่งตั้งโยกย้ายก็จะต้องเรียนรู้และรู้จักการใช้สิทธิในการแสวงหาความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการร้องขอความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชาโดยตรง หรือใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง อย่างน้อยจะได้มีกระบวนการพิสูจน์ความจริง เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบอุปถัมภ์เข้ามาครอบงำในที่สุด