
สำรวจอีกทีได้ไหม
ผลการประชุม ครม.เมื่อวันอังคารที่ 24 สิงหาคม มีเรื่องที่น่าดีใจ เพราะมีการรายงานผลการสำรวจอารมณ์ทางการเมืองของประชาชน ใน 21 จังหวัด พบว่า มีประชาชนร้อยละ 18.55 เท่านั้นที่มีอารมณ์ทางการเมืองรุนแรง
ส่วนใหญ่อยู่ภาคกลาง รองลงมาที่ภาคอีสานตอนบน
ประชาชนส่วนใหญ่คือร้อยละ 48.64 อยู่ในภาวะปกติ
ผลการสำรวจครั้งนี้ ทำโดยกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสุขภาพจิต เป็นผู้ดำเนินการ
ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขใช้กลไกของ อสม.ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 1 ล้านคน เข้าไปดูแล เยียวยาและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนภายหลังเหตุเผาบ้านเผาเมืองเมื่อเดือนพฤษภาคม
แต่การสำรวจที่ว่านั้นมีขึ้นเมื่อวันที่ 4-10 สิงหาคม ไม่ใช่ช่วงที่มีการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ที่มีขึ้นข้ามอาทิตย์จนถึงวันที่ 25 สิงหาคม ก็เลยไม่รู้ว่า อารมณ์ทางการเมืองของประชาชนนั้นเป็นอย่างไร
เพราะนับแต่การอภิปรายงบประมาณตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่ 24 สิงหาคม เนื้อหาและรูปแบบในการอภิปราย แทบไม่ต่างจาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
รายละเอียดของงบประมาณกลายเป็นเรื่องราว ส.ส.สรุปเอง เออเอง ว่าชาวบ้านไม่จำเป็นต้องรับรู้ว่าจะมีส่วนไหน โครงการใด ที่ส่อเค้าว่าจะอีลุ่ยฉุยแฉก หรือทุจริตเชิงนโยบาย
เนื้อหาการอภิปรายส่วนใหญ่ เหมือนการชี้แจง กล่าวหา และซักฟอก เหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง ในแง่มุมของตนเองมาเล่าอีกครั้ง
แม้กระทั่งการอภิปรายงบของกระทรวงยุติธรรม ก็กลับเอาเนื้อหาในหนังสือพิมพ์เช้าวันเดียวกันมาซักถาม พาดพิง จนเกิดการประท้วงขึ้นจาก ส.ส.ของทั้งสองฝ่าย และทำให้เวลา 1 ชั่วโมงที่ตกลงกันไว้สำหรับการอภิปรายมาตรานี้ ผ่านไปในรูปแบบที่ไม่ต่างกัน
หัวหงอกหัวดำต่างก็ทำไม่แตกต่างกัน จนหาสาระของงบประมาณว่า ใช้ผิดใช้ถูกอย่างไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
คนฟัง คนร่วมห้องประชุมสภา ไม่ได้สาระ ได้แต่อารมณ์ที่เดือดปะทุขึ้นตามข้อถกเถียงกันในสภา
ดูไปแล้วคนไทยเหมือนมีกรรม...ขนาดอภิปรายงบประมาณที่ควรจะได้รับรู้รายละเอียดว่า เขาจัดสรรกันอย่างไร แต่กลับได้เกมการเมือง เพราะอีกฝ่ายคิดและเชื่อว่า ถึงอย่างไรเสียงส่วนใหญ่ก็คงจะยกมือผ่าน
ก็เลยใช้เวลาที่มีคุณค่าของประชาชนไปในทางการเสียดสี ถากถาง เอาแต้มคูทางการเมือง
อย่างที่บอกแต่แรก หากกรมสุขภาพจิตสำรวจอารมณ์ประชาชนอีกครั้งภายในอาทิตย์นี้ ก็คงจะรู้ว่า หลังการอภิปรายงบประมาณนี้ คนไทยเดือดมากขึ้นแค่ไหน
ทางที่ดีเว้นที่ในตอนท้ายเพื่อให้ใส่ชื่อด้วยว่า ใครที่ควรจะโหวตออกไปจากเวทีรัฐสภา
ศรายุทธ สายคำมี [email protected]



